
กมธ.ยันข้อเสนอพระปกเกล้ายังไม่ใช่ข้อสรุป
กมธ.ปรองดองสรุปรายงานสถาบันพระปกเกล้าเป็นเพียงข้อเสนอจุดเริ่มต้นปรองดองยํ้าไม่ใช้ข้อสรุป พร้อมรวบรวมทั้งหมดเสนอเข้าสภาฯเพื่อดำเนินการต่อไป
กมธ.ปรองดองสรุปรายงานสถาบันพระปกเกล้าเป็นเพียงข้อเสนอจุดเริ่มต้นปรองดองยํ้าไม่ใช้ข้อสรุป พร้อมรวบรวมทั้งหมดเสนอเข้าสภาฯเพื่อดำเนินการต่อไป
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดงานเสวนา เพื่อรายงานผลการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติของสถาบันพระปกเกล้า ต่อสาธารณะ โดยงานดังกล่าวได้เชิญตัวแทนทูต องค์กรเอกชน และนักการเมืองเข้าร่วม อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น ทั้งนี้ นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาของ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย
โดยเวทีเสวนาเริ่มต้น ที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ฐานะประธานกมธ.ปรองดอง กล่าวชี้แจงว่า จากที่เกิดเหตุการณ์ไม่ความสงบและความรุนแรงในประเทศที่ผ่านมาจนเกิดความสูญเสีย ทำให้สังคมแตกแยก ทำให้เกิดกมธ.ปรองดองขึ้นเพื่อศึกษาแนวทางเพื่อนำไปสู่ทางออก โดยจากการศึกษาพบว่าความขัดแย้งยังคงมีสูง ดังนั้นประเทศไทยต้องก้าวเข้าสู่กระบวนการปรองดองโดยเร็วที่สุด ด้วยปัจจัยการให้อภัย บนพื้นฐานหลักนิติธรรม
จากนั้นคณะผู้วิจัยของโครงการศึกษาการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ของสถาบันพระปกเกล้า นำโดยนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อธิบายถึงกระบวนการและข้อสรุปที่นำเสนอ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ
นางถวิลวดี บุรีกุล ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าข้อเสนอตามรายงานระบุชัดเจนว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ สร้างบรรยากาศปรองดองก่อนเรื่องอื่น แต่หากรวบรัดทำเรื่องอื่นก่อนนั้น อาจกลายเป็นชนวนขัดแย้งได้ ส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศ คือ รัฐบาลต้องยุติสิ่งที่ยั่วยุนำไปสู่ความรุนแรง รวมถึงกมธ.ปรองดอง ทำให้เกิดเวทีเสวนาหาทางออกร่วมกันต่อข้อเสนอแนวทางปรองดองหรือใช้ประชาธิปไตยแบบพหุภาคี ไม่ใช่เพียงแค่ทำแบบสอบถาม แล้วให้กรรมาธิการฯ เลือกเท่านั้น หากทำแค่นั้นจะไม่ทำให้เกิดความปรองดองได้ ทั้งนี้ยอมรับว่าการแสวงหาทางออกร่วมกัน อาจไม่ง่ายที่จะเกิดฉันทามติ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ ข้อตกลงร่วมกันที่จะนำไปสู่การสร้างประเทศร่วมกัน
นางถวิลวดี กล่าวชี้แจงด้วยว่าในส่วนของข้อเสนอในประเด็นนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุม ที่นำเสนอไว้ 2 ประเด็นนั้น ได้ระบุถึงข้อดีข้อเสียไว้ คือ ทางเลือกที่ 1 ที่เสนอให้ออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางกาเมืองทุกประเภท รวมถึงคดีอาญาที่มีเหตุจูงใจทางการเมืองนั้น ข้อดีคือลดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง แต่มีข้อสังเกตคือ หากเลือกใช้กระบวนการนี้ จะไม่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ผิดพลาด , ทางเลือกที่ 2 ซึ่งเป็นทางที่กมธ.ปรองดอง เสียงส่วนใหญ่เลือกคือออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เฉพาะกรณีที่ทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยกเว้นคีดที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง ข้อดีคือ รักษาคุณธรรมทางกระบวนการยุติธรรม แต่มีข้อสังเกตคือ จะเป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง
นางถวิลวดี กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นของคดีของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ระบุ 3 แนวทาง ซึ่งกมธ.ปรองดอง ได้ลงความเห็นเลือกแนวทางที่ 3 ที่ระบุให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. ทั้งหมด และไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่ โดยประเด็นนี้ผู้วิจัยมีข้อสังเกต คือ ข้อกล่าวที่ระบุว่ารัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ จะไม่ได้รับการพิสูจน์โดยกระบวนการยุติธรรม, เกิดความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของบางฝ่ายที่ดำรงอยู่ และ เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดอง
ด้านนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าคณะผู้วิจัยยอมรับความเห็นต่าง แต่รับไม่ได้กับถ้อยคำที่เป็นวจีทุจริต ดังนั้นผลการวิจัยที่ออกมา สถาบันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่เป็นความรับผิดชอบของคณะผู้วิจัยเท่านั้น สำหรับผลวิจัยไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามหาแนวทางที่ทำให้เกิดความเห็นร่วม
“หากรีบสรุปความเห็น โดยไม่ดูรายละเอียด อาจเจอกับปัญหา ที่สำคัญคือการไม่ยอมรับ ดังนั้นควรนำเสนอประเด็นต่อสังคม เพื่อให้เกิดการแสดงความเห็น ซึ่งความเห็นของสังคมอาจไม่เป็นไปตามข้อเสนอของคณะวิจัย แต่อาจนำไปผสมเป็นทางเลือกใหม่ แต่สุดท้ายขอให้มีคำตอบที่สังคมเกิดความสงบและประเทศเดินต่อไปได้” นายวุฒิสาร กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่นำเสนอผลการวิจัยแล้วเสร็จ ได้เปิดให้บุคคลที่เข้าร่วมซักถาม โดยพล.ต.สนั่น กล่าวว่า ขอถาม พล.อ.สนธิ ในฐานะเป็นหัวหน้า คมช. ถึงปัจจัยที่แท้จริงของการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เนื่องจากพบว่าหลังจากรัฐประหารแล้วความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรง และประชาชนยังสงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลังของการรัฐประหารดังกล่าว ว่าใช่ผู้ที่มีบารนอกรัฐธรรมนูญ หรือ กลุ่มอำมาตย์ อย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และกลุ่มเสื้อแดงเข้าใจใช่หรือไม่
“ผมขอถามว่าเมื่อเกิดปฏิวัติแล้ว ท่านได้นำคณะไปเข้าเฝ้าถวายรายงานต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นผู้พาเข้าเฝ้าใช่หรือไม่ โดยพล.อ.เปรมเป็นผู้รู้เห็นอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติใช่หรือไม่ และท่านเคยเข้าพบพล.อ.เปรมเพื่อแจ้งเรื่องการปฏิวัติต่อพล.อ.เปรมก่อนหน้านั้นหรือไม่ และก่อนหน้าที่พล.อ.เปรมได้ขอร้องให้ท่านออกมาพูดความจริง ผ่าน พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ใช่หรือไม่ ผมขอร้องให้ท่านพูดความจริ” พล.ต.สนั่น กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังพล.ต.สนั่นถามจบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะขึ้นพูดคนต่อไปได้สอบถามว่า พล.อ.สนธิจะใช้เวทีถ่ายทอดสดเพื่อชี้แจงก่อนหรือไม่ โดยพล.อ.สนธิ ปฏิเสธที่จะชี้แจง ทำให้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รายงานการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่เผยแพร่วันนี้ (21 มี.ค.) มีเนื้อหาที่แตกต่างจากเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ซึ่งเชื่อว่าจะมีการปรับเนื้อหา แต่แปลกใจว่าทำไมผลการศึกษาบางชิ้นถึงนำมาจากหนังสือพิมพ์ ทั้งนี้ข้อเท็จจริงศาลให้การพิพากษาไปแล้ว เช่น คดีลอบวางเพลิง เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 54
“ประเด็นนิรโทษกรรมผู้ชุมนุม ผมเห็นด้วยกับกรณีที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ประเด็นคดีอาญาที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง ยังให้นิยามไม่ชัดเจน ดังนั้นหากจะนิรโทษกรรมประเด็นนี้ ควรกลับไปเขียนใหม่ และตั้งคณะขึ้นมากำหนดกรอบและรายละเอียดที่ชัดเจน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่าสำหรับประเด็นคดีของคตส. ที่เสนอให้โละคดีทั้งหมด ตนเชื่อว่าคนที่เสนอความเห็นนี้เป็นบุคคลที่ได้รับผลจากการตรวจสอบของ คตส. เพียง 1 คน ส่วนอีก 10 คนซึ่งเป็นทีมของพรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่าควรดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนปกติ แต่ทำไมผู้วิจัยถึงเลือกความเห็นของคนๆ เดียวมาเป็นตัวเลือก ใช้หลักวิจัยใดมาพิจารณษ ทั้งนี้ตนไม่ได้มีอคติกับใคร แต่ขอถามว่าจะนำรายงานกลับไปทบทวนอีกครั้งได้หรือไม่ ใช้เวทีถกกันในรายละเอียด
ด้านพล.อ.สนธิ กล่าวปิดท้ายว่า ตนมีเพื่อนนักศึกษาปริญญษโท ชื่อ ราแปงค์ บอกว่าลักษณะคนไทยมี 4 อย่าง คือ ไม่ขยัน, ขี้อิจฉา, ขี้โอ้อวด, และขี้เกียจ ถือว่าเป็นนิสัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและคนในประเทศกำลังทำอยู่ ทั้งนี้ตนอายุเยอะ และผ่านร้อนหนาวมามาก ก่อนหน้านั้น เพื่อนของผมอยู่ประเทศกัมพูชาบอกว่าประเทศไทยเป็นเมืองสวรรค์ แต่ช่วงหลังโทรศัพท์มาถามตนว่าประเทศไทยอยู่ได้ไหม หากไม่ได้ก็ไปอยู่ด้วยกัน ทำให้ตนรู้สึกอาย
“คำถามที่ถามผมในวาระแรก ทำให้รู้สึกละอายต่อตัวเอง สถาบันของผมสอนให้คนรักกันและเข้าใจ รวมถึงจงรักภักดี คำถามแบบนี้ไม่ควรถามผม คำถามบางประการเปิดเผยไม่ได้ แม้ตายแล้วก็เปิดเผยไม่ได้ หากรู้วันนี้แล้วจะมีอะไรดี” พล.อ.สนธิกล่าว
พล.อ.สนธิ กล่าวภายหลังการประชุมว่า กระบวนการทำงานของกมธ.ปรองดองในเรื่องแนวทางสร้างความปรองดองถือว่าแล้วเสร็จ จากนี้ไปจะเป็นขั้นตอนของเอกสารเท่านั้น ส่วนประเด็นที่สถาบันพระปกเกล้า ระบุว่าต้องเปิดเวทีรับฟังความเห็นนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ที่ประชุมสภาฯ จะนำไปพิจารณา เบื้องต้นรายงานฉบับสมบูรณ์ของกมธ.ปรองดอง จะนำเสนอเข้าสู่สภาฯ ได้ประมาณวันที่ 15 เม.ย.







