posttoday
มองหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วยความห่วงใย(8)

มองหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วยความห่วงใย(8)

20 มีนาคม 2555

เป้าหมายของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์เป็นเรื่องง่ายๆ ตรงไปตรงมา คือ “อำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง” ส่วนวิธีการของกลุ่มนี้มีวิธีการหลักๆ คือ 1) การเข้าไปหาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและโดยแอบแฝง 2) เข้าไปปกป้องผลประโยชน์และหาทางป้องกันเมื่อผลประโยชน์ถูกกระทบ และ 3) การเข้าไปครอบงำเพื่อหาผลประโยชน์ ถ้าสามารถทำได้

เป้าหมายของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์เป็นเรื่องง่ายๆ ตรงไปตรงมา คือ “อำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง” ส่วนวิธีการของกลุ่มนี้มีวิธีการหลักๆ คือ 1) การเข้าไปหาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและโดยแอบแฝง 2) เข้าไปปกป้องผลประโยชน์และหาทางป้องกันเมื่อผลประโยชน์ถูกกระทบ และ 3) การเข้าไปครอบงำเพื่อหาผลประโยชน์ ถ้าสามารถทำได้

เนื่องจากงบประมาณก้อนใหญ่มากและระบบการบริหารที่อาจกระทบผลประโยชน์ของตัว กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้จึงต้องการอำนาจควบคุม เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทั้งโดยสุจริตและทุจริต และบ่อยครั้งที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้มิได้สนใจเฉพาะกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมี “เม็ดเงิน” มากที่สุดเป็นหลักแสนล้านเท่านั้น แต่ได้เข้าไปแทรกแซงครอบงำหาผลประโยชน์จากอีกสองกองทุน คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและกองทุนประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของกองทุนสวัสดิการข้าราชการ แม้มิใช่ “กองทุน” แต่เพราะจ่ายจากงบกลางโดยไม่มีเพดานจำกัดและเป็นการจ่ายตามรายการการให้บริการ จึงเป็น “แหล่งเงินอันโอชะ” ของธุรกิจยาและธุรกิจโรงพยาบาล ทำให้เงินค่าใช้จ่ายส่วนนี้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติมาก

วิธีการที่พวกนี้ใช้คือ การเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกแก่ข้าราชการและครอบครัว ให้แพทย์สามารถสั่งตรวจและรักษาจนแทบไม่มีขอบเขตจำกัด ได้แก่ การเพิ่มสิทธิในการไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน และเพิ่มวิธี “เบิกตรง” กับกรณีผู้ป่วยนอก เป็นต้น

การเพิ่มสิทธิในการไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ด้วยข้ออ้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ข้าราชการและลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ ในขณะที่ระบบการควบคุมการให้บริการอ่อนแอที่สุด ทั้งในส่วนของกองการประกอบโรคศิลปะและแพทยสภา ทำให้เกิดการใช้จ่ายที่ไม่สมควรได้มาก

กรณีผู้ป่วยนอก ซึ่งแต่เดิมข้าราชการจะต้องทดรองจ่ายไปก่อนแล้วมาเบิกคืนภายหลัง ทำให้ต้องระมัดระวังในการเบิกจ่าย เมื่อให้เบิกจ่ายตรงจึง “เปรมปรีดิ์” ทั้งข้าราชการและโรงพยาบาล และเปิดทางให้มีการเบิกเกินสมควรและเบิกเท็จจนเป็นข่าวครึกโครมเมื่อไม่นานมานี้ โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่จะเข้ากระเป๋าธุรกิจยาข้ามชาติ

เมื่อกระทรวงการคลังพยายามเข้าไปควบคุมการเบิกจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่สมควร เช่น กรณียารักษาข้อเข่าเสื่อม โดยมีหลักฐานทางวิชาการมากมายเกือบร้อยรายการ สรุปว่ายาไม่ได้ประโยชน์ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะแพทยสภาออกโรงปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจยาและโรงพยาบาลอย่างเต็มที่ ไม่สำเร็จเพราะกระทรวงการคลังอ่อนแอทั้งวิชาการและความมุ่งมั่นในการรักษาประโยชน์ของราชการและมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผู้พิจารณาก็เป็นข้าราชการอยู่ด้วย

สำหรับประกันสังคม เนื่องจากโครงสร้างองค์กรอ่อนแอ ไม่มีภูมิคุ้มกัน เพราะยังเป็นส่วนราชการ และโครงสร้างทางวิชาการก็อ่อนแอมาก ไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะ “อภิบาล” ระบบมาตั้งแต่ต้น ต้อง “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” คือพึ่งพาคณะกรรมการการแพทย์

เมื่อกลุ่มผลประโยชน์และผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าไปยึดครองคณะกรรมการการแพทย์ กองทุนประกันสังคมจึงเป็น “แหล่งเงินอันโอชะ” แหล่งหนึ่งที่ถูกตักตวงผลประโยชน์ เช่น เมื่อ 2 ปีก่อน มีการเพิ่มอัตราเหมาจ่ายรายหัวรวดเดียวราว 25% โดยไม่ได้มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ปีนี้ก็ใช้วิธีการจ่ายกรณีโรคที่ต้องการการรักษาซับซ้อน โดยดึงเงินจากกองทุนออกไปเข้ากระเป๋าโรงพยาบาลอีกเป็นจำนวนถึง 4,000 ล้านบาท โดยมีการออกข่าวเพื่อเป็นเหตุผลในการ “แก้ตัว” กับประชาชนว่า เงินจำนวนดังกล่าวใช้ไปเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตน ทั้งๆ ที่ความจริงมิได้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ใดๆ แต่เพิ่มเงินให้โรงพยาบาลรวมแล้วกว่า 20%

การเพิ่มอัตราเหมาจ่ายของประกันสังคมเมื่อ 2 ปีก่อน มีข่าวที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือว่า มีตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน “รวบรวม” เงินส่งให้นักการเมืองหลายสิบล้าน ปีนี้ก็มีข่าวทำนองนี้ แต่ลักษณะการเพิ่มคราวนี้แตกต่างจาก 2 ปีก่อน ทำให้การรวบรวมเงินยากกว่า และทำให้เรื่อง “ติดขัด” คาราคาซังอยู่นาน ทั้งสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมจึงอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มผลประโยชน์เกือบเบ็ดเสร็จ

กลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่กลุ่มผลประโยชน์ยึดไปได้นานแล้วคือ แพทยสภา คนเหล่านี้ใช้ “เครดิต” ดั้งเดิมของแพทยสภา ทั้งแสวงหาผลประโยชน์และปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองอย่างไร้หิริโอตตัปปะ

ด้านหนึ่งคือ การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินคดีต่างๆ ที่ประชาชนร้องเรียนต่อแพทยสภา จึงมีคดีมากมายที่ตัดสินไปแบบน้ำขุ่นๆ ด้านหนึ่งคือ การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ปกปิด ทำลาย และปลอมแปลงหลักฐานเวชระเบียน ส่งคนเข้าไปเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ มุ่งปกป้องแพทย์ที่ถูกฟ้องร้องในกรณีมีการฟ้องร้องต่อศาล ทำให้ประชาชนยากที่จะชนะคดี ด้านหนึ่งคือ การเข้าไปเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการต่างๆ ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง

นอกจากนั้นยังเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการร่างกฎหมายทุกขั้นตอน

ปัจจุบัน ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนสามารถสร้างความมั่งคั่งจนสามารถจ้างคนไว้ทำหน้าที่เป็นปากเสียง หรือเป็น “นักวิ่งเต้น” ได้แบบเต็มเวลาหรือเกือบเต็มเวลา ทำให้ปกป้องผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ประชาชนจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดเวลา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท