
ของแพงเพราะรายได้น้อย
ท่านผู้อ่านเคยสงสัยบ้างไหมครับว่า คนจนตามโรงงานที่ได้รับค่าจ้างวันละ 215 บาท
ท่านผู้อ่านเคยสงสัยบ้างไหมครับว่า คนจนตามโรงงานที่ได้รับค่าจ้างวันละ 215 บาท ในเขต จ.สมุทรปราการ หรือวันละ 190 บาท ถ้าทำงานอยู่ในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ในยุคที่ข้าวแกงจานละ 35-40 บาท ข้าวสวยใส่ถุงพลาสติกถุงเล็กๆถุงละ 10 บาท และต้องจ่ายค่ารถ ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟเองทุกวัน
ผมเองสงสัยปัญหานี้มานานแล้ว แต่หาคำตอบไม่ได้ จนเผอิญเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาไปประชุมอนุกรรมาธิการชุดหนึ่งที่วุฒิสภา ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจจากผู้นำแรงงานท่านหนึ่งที่ได้ไปสำรวจข้อมูลในสถานประกอบการในเขตจังหวัดทั้งสอง จึงขอนำมาแสดงให้ท่านผู้อ่านทราบด้วยดังนี้
สังเกตให้ดีจะเห็นว่า รายจ่ายหลักของคนงานในเขตจังหวัดทั้งสองที่สำรวจมา ปรากฏว่าประมาณครึ่งหนึ่งของรายจ่ายต่อเดือน หรือประมาณร้อยละ 60 ของรายได้ต่อเดือน เป็นรายจ่ายค่าอาหาร
ก่อนจะคุยกันต่อไป ขอออกตัวว่าผู้เขียนไม่มีเจตนาเขียนบทความนี้ให้เป็นบทความทางวิชาการเพื่อการอ้างอิงใดๆ ทั้งสิ้น จึงไม่ขอยืนยันความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลที่ได้รับมา แต่เห็นตัวเลขผู้ที่น่าจะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโดยเฉพาะแล้ว พอเชื่อได้ว่า เป็นตัวเลขที่พอเชื่อถือได้แต่ถ้าใครเห็นว่า รายจ่ายบางตัวเช่นค่าอาหารแพงเกินไป ให้กินข้าวเหนียวกับเนื้อเค็มทุกมือแทนข้าวแกง รายจ่ายค่าอาหารก็จะลดลง หรือให้ตื่นนอนตั้งแต่ตีห้าแล้วเดินไปทำงานจะได้ไม่ต้องเสียค่ารถก็เป็นสิทธิของท่าน แต่อย่าเสียเวลาทักท้วงมา เพราะผมเชื่อของผมว่า ค่าใช้จ่ายที่ให้มามีความสมจริงสมจังในมาตรฐานการครองชีพของคนระดับนี้แล้ว
ทีนี้เข้าเรื่องต่อ ผมนำตัวเลขรายรับและรายจ่ายของคนงานในเขตอุตสาหกรรม จ.สมุทรปราการ และพระนครศรีอยุธยามาแสดงให้ดู เพื่อให้เห็นว่าผู้ที่น่าจะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร คือ คนที่มีรายได้น้อยโดยเฉพาะคนงานในโรงงานและเกษตรกรรายย่อย เพราะไม่ว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้นกว่าเดิมเมื่อปีที่แล้วหรือไม่ รายรับที่ได้รับก็น้อยกว่ารายจ่ายอยู่แล้ว ดังตัวเลขที่แสดงไว้ข้างต้น
นอกจากนั้น ยังอยากจะชี้ให้เห็นว่า การที่รายรับกว่าร้อยละ 60 ของคนงานเป็นรายรับที่คนงานต้องนำไปใช้จ่ายด้านอาหารที่ต้องบริโภคประจำวันเมื่อราคาอาหารแพงขึ้น คนงานเหล่านี้ยิ่งต้องรับภาระเดือดร้อนเพิ่มขึ้น เพราะตกอยู่ในภาวะจำยอม จะลดรายจ่ายด้านการกินอาหารน้อยลงคงไม่ได้ คนที่กินน้อยลงไม่ได้เกิดจากปัญหามีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย แต่เกิดจากการกินมากเกินพอดีอย่างผม เป็นต้น
ทีนี้ถามว่า ถ้าความจริงเป็นที่น่ารันทดอย่างนี้แล้วคนงานสามารถดำรงชีพได้อย่างไรวันแล้ววันเล่า เมื่อรายได้น้อยกว่ารายจ่ายเป็นประจำทุกวันทุกเดือน
ผมเพิ่งทราบครับว่า คนงานเหล่านี้แก้ปัญหารายได้น้อยกว่ารายจ่าย โดยการทำงานล่วงเวลาคือ แทนที่จะทำงานวันละ 8 ชม. ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด ก็ทำเสีย 12 ชม. เพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนั้นบางแห่งยังได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าข้าวอีกวันละ 300400 บาท จึงมีรายได้พอดูแลตัวเองได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าเผอิญมีภาระต้องเลี้ยงดูลูกอีกคนสองคน หรือต้องส่งเงินไปเลี้ยงพ่อแม่ที่บ้าน รายได้สะระตะทั้งหลายรวมกันแล้วก็ยังต่ำกว่ารายจ่าย ก็ต้องแก้ปัญหาด้วยการไปกู้เงินนอกระบบมาใช้
ผมเองนั้นรับจ้างทำงานในสถาบันการเงินมาตลอดชีวิตเคยให้สินเชื่อและคิดดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกค้ามานับจำนวนไม่ถ้วน มากบ้าง น้อยบ้างตามความเสี่ยงที่ประเมินได้ แต่ไม่เคยนึกว่า ดอกเบี้ยที่นายทุนเงินกู้นอกระบบคิดกับคนงานจะสูงถึงร้อยละ 20 ต่อวีค หรือ 2 สัปดาห์ตามภาษาของคนงานในโรงงาน ผมก็เพิ่งทราบอีกว่า วิธีการจ่ายเงินคืนเงินกู้ 100 บาท ของคนงาน คือให้จ่ายคืนวันละ 20 บาท เป็นเวลา 10 วัน ถ้าไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ร้อยละ 20 ต่อวีกที่กู้มาใช้ตามกำหนด โหดแค่ไหนท่านก็ลองคิดดู จะด้วยเหตุผลประการใดผมไม่ทราบ แต่เขาก็อยู่กันมาได้ จนเกิดปัญหาอุทกภัยปี 2554 ปัญหาเหล่านี้จึงลุกลามขยายตัว ไม่ว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้นอย่างที่คนธรรมดาทั่วไปรู้สึกหรือลดลงอย่างคนที่ไม่ธรรมดาบางคนรู้สึกแต่คนงานก็เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าเพราะรายได้ไม่มีหรือลดลง
รายได้ของคนจนหายไปหรือลดลงด้วยเหตุผลดังนี้
1.ถูกเลิกจ้างเพราะสถานประกอบการปิดกิจการหลังน้ำท่วม
2.ถูกเลิกจ้างเพราะนายจ้างปิดกิจการไปเปิดดำเนินการใหม่ในต่างประเทศหรือต่างสถานที่ในประเทศไทย
3.ไม่ถูกเลิกจ้าง แต่ได้รับค่าจ้างลดลง 25% ในช่วงที่รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ประกอบการ 2,000 บาทต่อหัวของคนงานที่นายจ้างยินยอมชะลอการเลิกจ้างหลังน้ำท่วม 3 เดือน และอาจถูกปรับลดลงไปอีก 25% เมื่อรัฐบาลยุติการจ่ายเงินชดเชย
4.ไม่ถูกเลิกจ้าง แต่ไม่ได้รับค่าจ้าง เพราะนายจ้างอ้างว่าไม่มีเงินจ่าย แต่คนงานบอกว่า เป็นกลยุทธ์ของนายจ้างที่จะบีบให้คนงานลาออกไปหางานใหม่ทำเองจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้คนงานตามที่กฎหมายกำหนด
5.ไม่ถูกเลิกจ้าง แต่ถูกลดค่าจ้าง เพราะถูกนายจ้างโอนให้ไปทำงานในสถานที่ประกอบการแห่งใหม่ หรือในนามผู้ประกอบการรายใหม่ โดยอ้างสาเหตุว่า สถานที่ประกอบการเดิมถูกควบรวม
6.นายจ้างยอมจ่ายค่าจ้างตามปกติ แต่ลดค่าใช้จ่ายโดยไม่มีการทำงานล่วงเวลาไม่จ่ายค่าข้าว หรือค่าครองชีพอื่นๆ ที่เคยให้เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าพลังงานและการขนส่ง
เมื่อคนงานขาดรายได้หรือรายได้ลดลงก็แน่นอนครับว่า จะต้องเดือดร้อนจากราคาสินค้า บางกรณีคนงานเดือดร้อนขนาดที่ยอมประนีประนอมกับนายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้างให้ค้างอยู่ 23 หมื่นบาท โดยยอมรับเงินสดจากนายจ้างเพียง 2,000 บาท แม้ว่าถ้ารอการดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการอีกประมาณ 60 วัน ก็จะได้รับค่าจ้างที่นายจ้างค้างชำระอยู่ทั้งหมดเพราะต้องการเงินเป็นค่ารถกลับบ้านในต่างจังหวัดหรือกลับไป “ตายรัง” ตามที่คนงานคนหนึ่งเล่าให้ฟังเนื่องจากไม่สามารถอดทนต่อปัญหาที่เผชิญอยู่โดยไม่รู้ว่าจะแก้ไขได้เมื่อไร
อย่างที่ออกตัวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ผมไม่ใช่ผู้รู้ด้านแรงงาน ข้อมูลที่เล่าให้ท่านผู้อ่านทราบเป็นข้อมูลจากผู้ใช้แรงงาน เท็จจริงอย่างไรเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำงานด้านนี้ น่าจะทราบดีถึงปัญหาของผู้ใช้แรงงานในปัจจุบัน
สำหรับผมมีประเด็นที่อยากให้รัฐบาลลองหันกลับมาดูแลมีเพียงประเด็นเดียวเท่านั้น คืออย่าไปเสียเวลาวิเคราะห์ว่าของแพงขึ้นจริงหรือไม่ ดังที่ผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นกี่จุดอยู่เลยครับ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวเลขเฉลี่ยของคนทุกกลุ่มรับรองครับว่า ราคาข้าวแกงเพิ่มขึ้นจาก 25 บาท เป็น 35 บาทไม่ทำให้คนรวยเดือดร้อนแต่คนที่เดือดร้อนคือคนงานในโรงงานที่กำลังถูกเลิกจ้างงานหรือถูกลดค่าจ้างเหล่านี้ต่างหาก
นอกจากนั้นคือ คนชั้นกลางที่มีรายได้น้อยแต่มีภาระมาก ต้องผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนวิทยุ โทรทัศน์ เพราะเผลอคิดว่าผ่อนแล้วไม่ต้องใช้คืนเหมือนหนี้สาธารณะ
ผมว่าเอาเวลามาคิด แล้วรีบทำว่าจะช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างไรจะดีกว่า ทำอย่างไรถึงจะทำให้เขามีงานทำต่อไปมีรายได้ตามปกติที่เคยได้ ทำอย่างไรถึงจะทำให้นายจ้างปฏิบัติต่อเขาด้วยความเป็นธรรม ถ้าไม่อยากจ้างต่อก็เลิกจ้างอย่างเป็นทางการ อย่าหน่วงเหนี่ยวไม่เลิกจ้างแต่ไม่อ่านค่าจ้าง เพื่อรอให้คนงานลาออกไปเอง จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดอย่างน้อย การเลิกจ้างตามกฎหมายจะทำให้คนงานที่ถูกเลิกจ้างได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที เพราะเวลาก็ผ่านมาจากเหตุอุทกภัยเกือบ 6 เดือนแล้ว
ถ้าทำอะไรไม่ได้จริงๆ ลองพิจารณาออกคูปองอาหารให้คนงานที่ถูกเลิกจ้างหรือถูกลดค่าจ้างให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีไหมครับ ผมยังไม่อยากเห็นคนอดตายในประเทศนี้







