
การอุดหนุนราคาพลังงาน ภาระเร่งด่วนที่รอการแก้ไข
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลกำลังประสบกับปัญหาที่รุมเร้าและรอการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
โดย...โชติชัย สุวรรณาภรณ์
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลกำลังประสบกับปัญหาที่รุมเร้าและรอการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือการพิจารณาลดและเลิกการอุดหนุนราคาพลังงาน โดยปกติแล้วการอุดหนุน (Subsidy) นั้นเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐบาลที่ใช้ในการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางด้านโอกาสในการเข้าถึงการบริโภคสินค้าและบริการขั้นพื้นฐาน รัฐในฐานะผู้ที่ต้องดูแลให้เกิดความเท่าเทียมและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ จึงต้องให้การสนับสนุนแก่ประชาชน เนื่องจากการบริการหรือสินค้าบางอย่างอาจมีราคาสูงเกินกว่าที่จะเข้าถึงได้ แต่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหารที่มีคุณประโยชน์ บริการทางการศึกษาและสาธารณสุข เพื่อทำให้ราคาสินค้าและบริการเหล่านั้นถูกลง หรืออาจมอบให้ฟรีแก่ประชาชนก็ได้ แต่โดยปกติความสามารถในการจำกัดวงในการให้การสนับสนุนแก่ประชาชนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริงถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำโครงการอุดหนุนให้ประสบผลสำเร็จ และทำให้ทรัพยากรที่ใช้ในการสนับสนุนตกไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่สมควรได้รับอย่างแท้จริง (Target Subsidy) หากการจำกัดวงหรือขอบเขตมีลักษณะทางกายภาพที่เหมาะสมก็จะทำให้การคัดกรองกลุ่มเป้าหมายเป็นไปโดยง่าย เช่น ลักษณะทางพื้นที่ หรือทางกายภาพ เช่น เชื้อชาติ เพศ เผ่าพันธุ์ เพราะลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านั้นย่อมยากต่อการปกปิดและปลอมแปลงสามารถตรวจสอบได้โดยง่าย แต่หากสิ่งบ่งชี้เหล่านั้นสามารถปกปิดและปลอมแปลงได้ เช่น รายได้ อาชีพ จำนวนสมาชิกในครอบครัว เป็นข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Information) ไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ (Public Information) ย่อมเปิดโอกาสให้คนที่สามารถปกปิดข้อมูลของตนได้สามารถแอบแฝงเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงการอุดหนุนอันเป็นการผิดต่อเจตนารมณ์ขั้นพื้นฐานของการให้การอุดหนุนของรัฐบาล
หากมองจากความจำเป็นดังกล่าว ประเด็นในการมองเรื่องของการอุดหนุนราคาพลังงานก็ทำให้เรามองได้ในสองมุมมอง กล่าวคือ หากมองว่าพลังงานเป็นสินค้าหลักและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต การให้การอุดหนุนเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ควรจะจำกัดวงแต่ในกลุ่มของผู้มีความจำเป็นหรือมีราย ได้น้อยและไม่สามารถจ่ายค่าบริการพื้นฐานได้ เพราะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเหล่านั้นอาจเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้แท้จริงที่ตนเองได้รับ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การจำกัดวงผู้ที่สมควรได้รับการอุดหนุนนั้นสามารถทำได้ในสินค้าพลังงานบางชนิด แต่ในบางสินค้าพลังงานก็ไม่อาจทำได้ โดยสินค้าที่ทำได้ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของการให้บริการทางด้านพลังงาน (Energy Services) ซึ่งการรับบริการทางด้านพลังงานเหล่านี้มักจะต้องผูกติดกับโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะตัว เช่น กระแสไฟฟ้า เพราะต้องมีการต่อโยงสายไฟฟ้าเข้าไปในบ้าน ก๊าซหุงต้ม เพราะต้องมีการเชื่อมต่อท่อก๊าซเข้าไปในบ้านเหมือนเช่นในต่างประเทศ ผู้ที่รับบริการทางด้านพลังงานเหล่านี้จึงไม่อาจปกปิดข้อมูลที่แท้จริงของตนได้มากนัก เช่น เราต้องแจ้งแก่การไฟฟ้าว่าเราเป็นบ้านขนาดใหญ่หรือเล็ก เพื่อเลือกมิเตอร์ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน หากบ้านขนาดใหญ่ก็ใช้มิเตอร์ 10 แอมป์ ขนาดเล็กก็เพียง 5 แอมป์ก็พอ และหม้อแปลงทั้งสองแบบก็เสียอัตรากระแสไฟฟ้าคนละอัตรา ยิ่งบ้านใหญ่ก็ยิ่งจ่ายแพง ดังนั้นเวลารัฐบาลจะให้การอุดหนุน ก็สามารถอนุมานได้ว่าบ้านเล็กคือผู้มีรายได้น้อยและสมควรได้รับสิทธิเข้าโครงการค่าไฟฟรี 50 หน่วย เป็นต้น
แต่ในอีกมุมหนึ่งเมื่อเทียบกับสินค้าพลังงานที่มีความคล่องตัวสูงในการเคลื่อนย้ายได้ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติและก๊าซหุงต้มในบ้านเรา การเข้าถึงก็ง่ายไม่ต้องตรวจสอบมาก การขนย้ายก็สะดวกเพราะมีภาชนะบรรจุ เช่น ถังก๊าซและรถยนต์ การเปิดเผยและตรวจสอบข้อมูลก็ทำได้ยากและมีต้นทุนสูง จึงทำให้เวลาที่รัฐจะให้การอุดหนุนต้องดำเนินการแบบเป็นการทั่วไป (Universal) ไม่สามารถเลือกเป็นการเฉพาะกลุ่ม (Target) ได้ คำถามที่ตามมาก็คือประสิทธิผลของการอุดหนุนนั้นมีมากน้อยแค่ไหน คนที่ได้รับการอุดหนุนคือคนที่เราต้องการให้ใช่หรือไม่ หากมองในเรื่องของความยุติธรรม (Fairness) การให้การอุดหนุนแบบ Universal นี้ย่อมมีโอกาสที่ประโยชน์จะตกไปอยู่กับกลุ่มคนรวยที่มีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่าคนจน หากเป็นเช่นนั้นก็นับว่าน่าเสียดายที่ทรัพยากรของรัฐถูกใช้จ่ายไปอย่างเปล่าประโยชน์และไม่ได้เกิดผลต่อการบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยเท่าที่ควร
เอาไว้ฉบับหน้าผมมาลงรายละเอียดในการอุดหนุนแต่ละประเภทกันนะครับ







