
โลกสะท้าน มะกันลุยศึกการค้าเป็นธรรม สกัดบัญชีขาดดุล เล็งฟื้นศก.ประเทศ
ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขการว่างงานที่ค่อยๆ ลดลง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขการว่างงานที่ค่อยๆ ลดลง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นทีละนิดอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่สาม และบรรยากาศการซื้อ-ขายในตลาดหุ้นดาวโจนส์ที่พุ่งทะยานเกิน 1,200 จุด ได้จุดประกายความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
เป็นความเชื่อมั่นซึ่งเจือไว้ด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะดีขึ้น โดยมีเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ น่าจะกลับมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงขับเคลื่อนสำคัญ
เนื่องจากยุโรปยังต้องปวดหัวกับการเยียวยาแก้ปัญหาหนี้สาธารณะด้วยแผนรัดเข็มขัดจนไม่อาจเดินหน้าสร้างหนี้กระตุ้นเศรษฐกิจ และจีน มหาอำนาจเบอร์หนึ่งของเอเชียต้องคอยระวังเงินเฟ้อ จนทำให้ไม่สามารถใช้แผนเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวดีจากฝั่งลุงแซมที่มีมาต่อเนื่องติดๆ กัน บรรดานักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ หรือแม้กระทั่งรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา กลับไม่สามารถยินดีปรีดากับปัจจัยบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเต็มที่
เพราะปัญหาการขาดดุลการค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศยังคงเปราะบาง ได้ฤกษ์ส่งสัญญาณวิกฤตติดตัวแดงอีกระลอกแล้ว
ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณที่ทำให้นักธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ กับสงครามการค้าระลอกใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐ หรือแม้กระทั่งจีนเองจะงัดขึ้นมาตอบโต้กันและกัน
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐได้เปิดเผยดุลบัญชีการค้าของสหรัฐเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. ระบุว่ายอดขาดดุลการค้าของสหรัฐในเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้น 4.3% จากเดือนก่อนหน้า แตะระดับ 5.26 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.578 ล้านล้านบาท) นับเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่เดือน ต.ค. 2551
ส่วนหนึ่งของการขาดดุลอย่างหนักมาจากยอดนำเข้าสินค้าและบริการของสหรัฐพุ่งขึ้น 2.334 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 ล้านล้านบาท) หรือ 2.1% โดยยอดนำเข้าส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการนำเข้ารถยนต์ และวัตถุดิบ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เสริม อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม แร่โลหะสำหรับอุตสาหกรรม ตลอดจนผลิตภัณฑ์อาหารและยา
และยอดขาดดุลการค้าส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการค้าระหว่างสหรัฐกับคู่ค้ารายใหญ่อย่างจีนที่มีการขยายตัวถึง 12.5% หรือ 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.8 แสนล้านบาท) ซึ่งยอดส่งออกไปจีนร่วงลงมาถึง 13.8% ขณะที่ยอดส่งออกไปยังยุโรปร่วงลง 7.5%
แม้จะต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาไม่เอื้ออำนวยบรรยากาศทางการค้าระหว่างประเทศ หรือพูดได้ว่าไม่อาจตั้งความหวังกับภาคการส่งออกให้เป็นพระเอกกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
แต่นักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจของสหรัฐกลับแย้งว่า การส่งออกของประเทศน่าจะไปได้สวยมากกว่านี้ หรือขาดดุลน้อยกว่านี้ หากคู่ค้ารายใหญ่อย่างจีนจะลดกำแพงกีดกัน เลิกแทรกแซงระบบ และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง
เพราะเมื่อพิจารณาสินค้าเป็นรายประเภท ผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ถั่วเหลือง ถั่วอัลมอนด์ ไข่ และนม ของสหรัฐ ส่งออกได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องการค้าไม่เป็นธรรมที่สหรัฐกำลังเผชิญอยู่นี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกพยายามเดินหน้ากดดันจีนมาโดยตลอด แต่ก็เป็นไปแบบกระท่อนกระแท่น คือเป็นการส่งเสียงขู่คำรามมากกว่าจะยึดถือเป็นจริงเป็นจัง
อย่างไรก็ตาม โลกต้องยอมรับแล้วว่า สถานการณ์ถังแตกของสหรัฐในขณะนี้ทำให้สหรัฐไม่อาจจะมองผ่านทำเป็นเล่นกับประเด็นยิบย่อยที่จะส่งให้สหรัฐขาดดุลการค้าได้อีกต่อไป
สัญญาณแรกสุดก็คือ แถลงการณ์นโยบายประจำปีของประธานาธิบดีโอบามา ที่ย้ำชัดเจนว่าสหรัฐจะไม่ขอยอมทนกับความไม่เป็นธรรมทางการค้าที่จะขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นอีกว่า สหรัฐมีศักยภาพดีพอที่จะโตได้ดีอยู่แล้ว ถ้าหากการค้าและการแข่งขันจะเป็นไปแบบยุติธรรม ไม่มีใครมาเอาเปรียบ โดยประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศจัดตั้งหน่วยงานพิเศษภายใต้ความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการค้าที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย (Interagency Trade Enforcement Unit) ก่อนใช้ช่องทางกฎหมายจัดการ
สัญญาณเอาจริงต่อมาก็คือการลงนามผ่านร่างกฎหมายอนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐสามารถกำหนดภาษีกับสินค้าที่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ที่นำเข้ามาจากจีนและเวียดนาม ส่งผลให้จีนต้องออกมาโวยลั่นว่าสหรัฐกำลังละเมิดกฎหมายการค้าสากลขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)
และสัญญาณล่าสุดก็คือ การส่งกระสุนยิงตรงเข้าหัวใจการส่งออกของจีน คือ แร่หายาก หรือแรร์เอิร์ท ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟน โดยสหรัฐจับมือกับยุโรปและญี่ปุ่นฟ้องมาตรการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากของจีนกับดับเบิลยูทีโอว่าเป็นการผูกขาดจนทำให้ประเทศคู่ค้าเสียเปรียบไปเต็มๆ จน ปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอต้องรีบออกมาไกล่เกลี่ยก่อนที่ข้อพิพาทดังกล่าวจะลุกลามทำสหรัฐกับจีนมองหน้ากันไม่ติด
นอกจากนี้ สหรัฐยังจัดการปรับปรุงลิสต์รายชื่อประเทศที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา และยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบประเทศที่ทำการค้าไม่โปร่งใส เหมือนที่ไทยเพิ่งจะโดนเรื่องการฟอกเงินของนักธุรกิจ
สถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้มองเห็นได้ไม่ยากว่าสหรัฐพร้อมเดินหน้าลุยทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของตนเองอย่างเต็มที่ จนรัฐบาลจีนอดที่จะตั้งคำถามตอกกลับสหรัฐไม่ได้ว่า ใครกันแน่ที่กำลังแทรกแซงตลาดและกีดกันทางการค้า
เฉินเต๋อหมิง รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีน ระบุว่า ในช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่ใช่เฉพาะแต่สหรัฐเท่านั้นที่ขาดดุล จีนเองก็ขาดดุลเช่นกันและเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมายังจีนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 7.7% ขณะที่ประธานาธิบดี เวินเจียเป่า ของจีนยังได้ย้ำอีกว่าจีนได้ทยอยปรับปรุงระบบตามที่สหรัฐเรียกร้องแล้ว
ดังนั้น ถึงคราวของสหรัฐที่ต้องพิสูจน์แล้วว่าความเป็นธรรมทางการค้าที่เรียกร้องคือของจริงสำหรับทุกฝ่าย







