posttoday
จัดซื้อ "วิธีพิเศษ" กลเม็ดเก็บเบี้ยเข้า "กระเป๋า"

จัดซื้อ "วิธีพิเศษ" กลเม็ดเก็บเบี้ยเข้า "กระเป๋า"

20 มีนาคม 2555

วันนี้ต้องยอมรับว่า ภารกิจโหมลงทุนโครงการระบบน้ำเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐเสียแล้ว

โดย...จตุพล สันตะกิจ

วันนี้ต้องยอมรับว่า ภารกิจโหมลงทุนโครงการระบบน้ำเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐเสียแล้ว

สารพัดโครงการป้องกันน้ำท่วมถูกนักการเมืองและข้าราชการประจำเข็นมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ และใช้งบกลางปี 2555 รายการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมวงเงิน 1.2 แสนล้านบาท

หากแยกตัวเลขการจ่ายเงินเยียวนับแสนล้านบาทก้อนนี้ จะพบว่าเป็นการเยียวยาผู้ประสบภัยโดยตรง เช่น คนที่บ้านถูกน้ำท่วมและจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท รวม 1.6 หมื่นล้านบาท

ค่าชดเชยความเสียหายให้เกษตรกรที่ผลผลิตถูกน้ำท่วมอีก 1.8 หมื่นล้านบาท และกรณีเยียวยาบ้านเสียหายประมาณ 1 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท

ส่วนเงินที่เหลือเป็นเงินที่ถูกใช้ในโครงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ฟื้นฟูถนน แหล่งน้ำ ซ่อมแซมคันกั้นน้ำ ประตูน้ำระบายน้ำ และสร้างอาคารสถานที่ราชการต่างๆ รวมถึงการลงทุนในโครงการระบบน้ำระยะเร่งด่วนตามแผนคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) อีก 1.8 หมื่นล้านบาท

บวก ลบ คูณ หารแล้ว ปรากฏว่ามีวงเงินที่เตรียมไว้เพื่อฟื้นฟูและก่อสร้าง 7.6 หมื่นล้านบาท

นี่คืองบประมาณก้อนโตที่น่าสนใจในการนำไปใช้จ่ายของภาครัฐ

ขณะเดียวกันก็เป็นงบก้อนโตที่ล่อแหลมจนทำให้หลายคนตาโตเมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งตน

ตาโตขนาดว่าพร้อมจะจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้เนื้องานและงบประมาณก้อนนี้ที่ต้องมีการพิจารณาใช้จ่ายกันอย่างเร่งรีบและร้อนรน

ภายใต้สถานการณ์ที่เร่งรีบ คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.) ทำหนังสือด่วนที่สุด กค (กวพ.อ.) 0421.3/ว 34 ลงวันที่ 2 ก.พ. 2555 เรื่อง การยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 หรือ “อีออกชัน”

เนื้อหาสาระ คือ ให้หน่วยงานราชการที่ได้รับจัดสรรงบปี 2555 ในงาน/โครงการฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ให้สามารถจัดหาพัสดุหรือสิ่งก่อสร้างโดย “วิธีพิเศษ” ได้

หากย้อนกลับไปดูที่ไปที่มา ก่อนที่จะมีการเปิดทางให้ใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษในวันนี้

ต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2554 ที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ที่มี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน ทำหน้าที่กลั่นกรองและอนุมัติโครงการฟื้นฟู เยียวยา สถานการณ์น้ำท่วม ที่ “ชง” ขึ้นมาจากหน่วยงานราชการ

จัดซื้อ "วิธีพิเศษ" กลเม็ดเก็บเบี้ยเข้า "กระเป๋า"

 

แต่ในห้วงเวลา 1 เดือน พบว่าโครงการที่ กฟย.อนุมัติ และส่งต่อให้ ครม.อนุมัติในขั้นสุดท้ายกลับไม่มีการดำเนินการ โดยเฉพาะการลงทุนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเมื่อ ครม.อนุมัติแล้ว เรื่องถูกส่งกลับมาให้ กฟย.อีก

เรียกได้ว่าโครงการแก้ไขฟื้นฟูน้ำล้วนไปไม่ถึงไหน เพราะเรื่องวนเวียนไปมาอยู่อย่างนี้หลายครั้ง

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จำต้องเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2554 นำบรรดาโครงการทั้งหลายที่ กฟย. และ ครม.อนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้มารวบสรุปรวมอีกครั้ง

ก่อนจะสั่งการอนุมัติให้หน่วยงานไปดำเนินการ “แบบทันที” เพื่อให้ทันรับมือน้ำท่วม

หลังประชุม ครม.วันนั้น บัณฑูร สุภัควณิช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี บอกว่า ครม.กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละโครงการต้องมีความโปร่งใสและปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติม

พร้อมทั้งขอให้หลีกเลี่ยงการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง “วิธีพิเศษ” ยกเว้นมีกรณีจำเป็น และต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้

แต่ตรงนี้ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นความ “จงใจ” ของส่วนราชการ หรือ “ล่าช้า” เพราะต้องทำตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ ทำให้โครงการลงทุนน้ำต้อง “ลาก” ระยะเวลาดำเนินการออกไป 2-3 เดือน

วิธีการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษจึงถูกชงขึ้นมา และกลายเป็นสิ่ง “จำเป็น” เพื่อเร่งจัดทำโครงการให้ทัน “น้ำมา”

เป็นที่ทราบกันดีในวงราชการและผู้รับเหมาว่า การจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษนั้นล้วนนำมาซึ่งการคอร์รัปชันในวงราชการ

และผู้รับที่ไปรับงานต้อง “ออกแรงวิ่ง” มากกว่าปกติ หากต้องการได้งบในโครงการเหล่านี้ไปทำ

นั่นเพราะมีการยกเว้นระเบียบปฏิบัติบางข้อ ที่ทำให้การ “ล็อกสเปก” ตัวผู้รับเหมาทำได้ง่าย

ขณะที่โครงการก่อสร้างส่วนใหญ่ก็มีเสียงดังสนั่นเมืองถึงการเรียกเก็บเปอร์เซ็นต์ “กินหัวคิว” ที่มีมาตรฐาน 30% ของราคากลางกันอยู่แล้ว

“หากมีการจัดซื้อวิธีพิเศษเพิ่มเข้าไป ส่วนต่างที่ต้องแบ่งจ่ายใต้โต๊ะจะถูกบวกเพิ่มอีก 10% หากใครต้องการได้โครงการต้องวิ่ง โดยยอมจ่าย 40%” แหล่งข่าวจากกรมบัญชีกลางเปิดเผย

เงินที่ถูกเรียกเก็บใต้โต๊ะในระดับ3040% คงไม่ต้องสงสัยว่า “คุณภาพ” งานจะห่วยขนาดไหน

น่าหวั่นใจว่า งานก่อสร้างโครงการฟื้นฟูและลงทุนระบบน้ำจะมีประสิทธิภาพป้องกันน้ำท่วมได้เต็ม 100% หรือไม่

น่าสนใจว่า เงินที่รั่วไหลไปนั้นเข้ากระเป๋าใคร

รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐอาจปฏิเสธได้ว่าไม่มีเงินรั่วไหลและไม่มีหลักฐาน

แต่คำปฏิเสธเหล่านี้ ไม่อาจแก้ข้อกังขาและลดความคลางแคลงใจให้คนเสียภาษีได้เลย

ในเมื่อบรรดาพ่อค้า ผู้ประกอบการที่รับงานจากภาครัฐเขาต่างรับรู้และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากจะได้งานต้องวิ่งเข้าทางเจ๊... เฮีย...แต่ต้องจ่าย 30% ที่ดังเซ็งแซ่ในหมู่ผู้รับเหมา

และเป็นที่รับรู้กันในบรรดาคนที่หากินกับงบประมาณของรัฐบาลว่า การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ คือ ทางด่วนที่ต้องจ่ายค่าผ่านทางที่แม้แพง แต่ทางวิ่งโล่งโจ้งไร้การตรวจสอบให้หวาดหวั่นในอนาคต

ในขณะที่โครงการฟื้นฟูสิ่งก่อสร้างและลงทุนโครงการน้ำระยะเร่งด่วนกำลังดำเนินการไป โครงการลงทุนระบบน้ำระยะยาวในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 3 แสนล้านบาท ก็ทยอยอนุมัติโครงการอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ครม.ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการน้ำ 246 โครงการ วงเงิน 2.48 หมื่นล้านบาท

พร้อมมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ... ที่ให้อำนาจคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองโครงการลงทุนจากเงินกู้

ร่างระเบียบข้อ 16 ระบุชัดเจนว่า การจัดหาพัสดุในการดำเนินโครงการ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 หรือระเบียบหรือข้อบังคับของหน่วยงานเจ้าของโครงการแล้วแต่กรณี

แต่ ครม.ไม่มีการ “การันตี” ว่าโครงการลงทุนน้ำระยะยั่งยืนจะไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ

ก่อนน้ำหลากมาในเดือน พ.ค. ถึงต้นเดือนมิ.ย. 2555 เป็นเหตุปัจจัยที่เอื้ออย่างยิ่ง และเพียงพอที่หน่วยงานราชการจะสรรหาคำอธิบายยกมาอ้าง “จงใจ” ใช้วิธีพิเศษเพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบให้เสร็จทันตามกำหนด และการจัดซื้อวิธีพิเศษถือเป็นอำนาจโดยชอบของหัวหน้าส่วนราชการที่ใช้ “ดุลพินิจ” เรื่องนี้ได้อยู่แล้ว

กระนั้นก็ตาม แม้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษจะไม่ถูกนำมาใช้อย่าง “ฟุ่มเฟือย” ในโครงการลงทุนน้ำระยะ 1-3 ปี ก็ไม่ได้หมายความว่าการจัดซื้อจัดจ้างวิธีปกติจะไม่มีช่องให้รั่วไหล เพราะอย่าลืมการไม่เปิดเผยวิธีการ “คำนวณราคากลาง” ให้สาธารณชนทราบ

นี่จึงเสมือนเป็น “ห้องมืด” ให้มือดีเรียกเก็บ “เบี้ยบ้ายรายทาง” ได้ตามอำเภอใจ

หาก “ฝ่ายการเมือง” ชี้นิ้วสั่ง “ฝ่ายราชการ” สนอง ในขณะที่ “ฝ่ายตรวจสอบ” ที่บางหน่วยไร้ประสิทธิภาพ บางหน่วยคนไม่เพียงพอ หรือบ้างปิดหูปิดตา ทั้งๆ ที่หลักฐานมีอยู่ให้เห็นทนโท่ หรือเชื่อได้ว่ามีมูลเหตุแห่งการคอร์รัปชัน

คงไม่ต้องแปลกใจว่าภาพที่บริวารนักการเมืองวิ่งคุยกับผู้รับเหมา หรือสุมหัวคุยกับผู้รับเหมาตามโรงแรมต่างๆ คงเป็นภาพที่ชินตากันต่อไป

คงไม่ต้องคิดว่า วงเงินระดับ 3 แสนล้านบาท จะรั่วไหลกันเป็นเงินเท่าไหร่ แต่เป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจแน่นอน

ขณะที่ประชาชนคนรากหญ้าก็ยังหูตาฝ้าฟางกันต่อไป!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท