
แก้รัฐธรรมนูญด้วยความกลัว
เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ผมเขียนถึงที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ร่างขึ้นด้วยความกลัวนักการเมือง จึงไม่ไว้ใจนักการเมืองและไม่สามารถปล่อยให้กลไกทางการเมืองตรวจสอบกันเอง
เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ผมเขียนถึงที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ร่างขึ้นด้วยความกลัวนักการเมือง จึงไม่ไว้ใจนักการเมืองและไม่สามารถปล่อยให้กลไกทางการเมืองตรวจสอบกันเอง
องค์กรอิสระ จึงเป็นคำตอบสุดท้ายในการควบคุมนักการเมืองให้อยู่ในกรอบ ไม่ทำตัวกร่าง ชอบใช้อำนาจหาประโยชน์ใส่ตัวและพวกพ้อง
นักการเมืองไทย ได้ทำให้องค์กรอิสระเป็นง่อย ไม่สามารถทำงานได้ตามที่นักวิชาการได้ออกแบบไว้ ทำให้เกิดกระบวนการต่อต้าน เมื่อประกอบกับการโกงบ้านโกงเมืองด้วยวิธีการอันแยบยลที่เรียกกันว่าทุจริตเชิงนโยบาย ทำมาหากินกับทรัพยากรของชาติ หาประโยชน์ให้ตัวเองและญาติพี่น้องจนเป็นที่มาของการปฏิบัติรัฐประหาร
อย่างไรก็ตาม นักการเมืองเขารู้ดีว่า ภายหลังการปฏิวัติทุกครั้ง ก็จะต้องคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใช้ และรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องไม่เหมือนเดิม
จึงเป็นที่มาของการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าฉบับเดิม โดยแก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ยังคงเห็นว่า องค์กรอิสระมีความสำคัญ จำเป็นจะต้องคงไว้ แต่จะทำอย่างไรไม่ให้คนพันธุ์พิเศษ พวกนักการเมืองนักเลือกตั้ง เข้ามาครอบงำ
จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ การแต่งตั้งองค์กรอิสระ ที่รัฐธรรมนูญเดิมให้มาจากวุฒิสภาโดยให้วุฒิสมาชิกทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญทราบดีว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากเสียงสวรรค์ของประเทศไทย คนที่ได้รับเลือกตั้งจะหนีไม่พ้นการเป็น “นักการเมืองไทย” และจะอยู่ในความควบคุมของมนุษย์พันธุ์พิเศษ
ถ้าจะพูดให้ชัดๆ คือ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นนักวิชาการ กลัวว่านักการเมืองจะส่งคนของตนเข้ามาเป็นผู้คัดเลือกองค์กรอิสระ แล้วตั้งคนที่ควบคุมได้หรือนักการเมืองแปลงกายเข้าไปเป็นองค์กรอิสระเสียเอง กลไกการควบคุมนักการเมืองก็จะทำไม่ได้
ส่วนนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณ ก็กลัวคุณทักษิณ กลัวในแนวความคิด กลัวในลักษณะเฉพาะตัวของคุณทักษิณ ที่กล้าใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ครองอำนาจทางการเมือง กลัววิธีการซื้อเสียงคนรากหญ้าด้วยความแยบยลจากเงินงบประมาณแผ่นดิน
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงพยายามปิดช่องว่างของการตั้งองค์กรอิสระ ด้วยการปรับที่มาของวุฒิสภา ให้วุฒิสมาชิกบางส่วนมาจากการสรรหา จะได้ลดอำนาจของนักเลือกตั้งได้บ้างผู้ร่างรัฐธรรมนูญทราบดีว่า ไม่สามารถตัดนักการเมืองออกจากการสรรหาได้ เพราะโดยพื้นฐานแล้วมันคือการเมือง วิธีที่ถ่วงดุลของนักการเมืองได้ คือให้มีผู้ที่เป็นกลางจริงๆ เข้าไปมีส่วนร่วมกับนักการเมือง บางส่วนของวุฒิสภาจึงต้องมาจากการสรรหา ผู้ร่างรัฐธรรมนูญทราบดีว่า หากให้ผ่านการเลือกตั้งทั้งหมด ก็จะได้มนุษย์พันธุ์เดิมที่เรียกว่า “นักการเมืองไทย” เข้ามาอย่างแน่นอน
นอกจากไม่ให้วุฒิสมาชิกทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งแล้ว การสรรหาผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ ก็จะต้องให้นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด
ปัญหาที่ต้องคิดต่อไปคือ แล้วจะให้ใครเป็นผู้สรรหาวุฒิสมาชิก จะให้ใครเป็นผู้สรรหาผู้ทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ มองไปมองมาก็เห็นแต่ฝ่ายตุลาการเท่านั้นที่มนุษย์พันธุ์พิเศษยังเข้าครอบงำไม่ได้ ยังซื้อไม่ได้ (ทั้งหมด) คงเป็นเพราะบรรพตุลาการท่านวางรากฐานไว้ดี สร้างความสำนึก สร้างให้ตุลาการหยิ่งในศักดิ์ศรีของความเป็นตุลาการ ดังจะเห็นได้จากพระดำรัสของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระบิดาของกฎหมายไทยที่ท่านมอบให้ตุลาการไว้ว่า “เอ็งกินเหล้าเมายาไม่ว่าดอก แต่อย่าออกนอกทางไปไม่เป็นผล เอ็งจงอย่ากินสินบาทคาดสินบน เรามันชนชั้นปัญญาตุลาการ”
คำตอบสุดท้ายของผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 คือ ให้ตุลาการเข้ามาเป็นตัวช่วย จึงเป็นที่มาของ ตุลาการภิวัฒน์ ที่ให้ฝ่ายตุลาการเข้ามามีส่วนในการสรรหาองค์กรอิสระ ซึ่งมีหลายฝ่ายเป็นห่วงว่า หากให้ตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องในทางการเมือง ตุลาการซึ่งยังเป็นปุถุชน จะทนทานต่อผลประโยชน์ที่นักการเมืองจะหยิบยื่นให้ได้หรือไม่ เพราะในสมองของนักการเมืองคือเรื่องผลประโยชน์ ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในสมองของนักการเมือง สิ่งแรกที่ท่านคิด คือผลประโยชน์คือเปอร์เซ็นต์ คือคะแนนเสียง
รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ผลตามที่ผู้ร่างประสงค์ นักการเมืองไม่สามารถควบคุมหรือเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระได้ตามต้องการ จึงเป็นที่มาของความพยายามที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา มากมาย
และดูเหมือนว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะตั้งสภาร่างกันในเร็ววันนี้ ก็คงจะร่างด้วยความกลัวอีกเช่นกัน แต่เป็นการกลัวองค์กรอิสระที่จะตรวจสอบนักการเมือง
เพราะครั้งนี้ ผู้ที่ต้องการร่างรัฐธรรมนูญคือ นักการเมือง







