
อียูกับอนาคตอันเปราะบาง
โดย...รวิภาส กล่ำทวี
โดย...รวิภาส กล่ำทวี
ถ้าจะกล่าวถึงกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน มากอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ถ้าไม่พูดถึงสหรัฐก็คงจะหนีไม่พ้นกลุ่มประเทศที่เราเรียกกันว่า สหภาพยุโรป (อียู)
ปัจจุบันอียูประกอบด้วยประเทศสมาชิก 27 ประเทศ และกำลังอยู่ในระหว่างการขอเข้าเป็นสมาชิกอีก 4 ประเทศ ได้แก่ ตุรกี มาซิโดเนีย โครเอเชีย และไอซ์แลนด์ มีประชากรประมาณ 500 ล้านคนเศษๆ มีผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (รวมทั้งหมด 27 ประเทศ) ใหญ่ที่สุดในโลกคิดเป็นมูลค่าประมาณ 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีรายได้ถัวเฉลี่ยต่อปีมากที่สุดในโลกประมาณ 56 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี และเป็นตลาดการค้าและการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของหลายประเทศทั่วโลกทั้งในทวีปอเมริกาและเอเชีย
ในกลุ่มประเทศอียูทั้ง 27 ประเทศ แบ่งออกเป็นกลุ่มประเทศที่เรียกกันว่า “กลุ่มยูโรโซน” มีสมาชิกทั้งหมด 17 ประเทศ กลุ่มนี้ใช้เงินสกุลเดียวกันคือ “ยูโร” และใช้นโยบายทางการเงินเดียวกัน ขณะที่อีก 10 ประเทศที่เหลือ จัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “กลุ่มนอกยูโรโซน” นำโดยประเทศอังกฤษ
ปัจจุบัน อียูมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซน โดยปัญหาดังกล่าวถือเป็นปัญหาที่มีขนาดความรุนแรงเป็นสองแรงบวก ได้แก่ ปัญหาหนี้สินและปัญหาด้านการธนาคาร โดยทั้งสองปัญหามีความเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก และที่สำคัญก็คือ ยังไม่รู้ว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะสำเร็จหรือเปล่า
ว่ากันว่า ระบบเศรษฐกิจของโลกช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ถูกกำหนดและออกแบบมาจากผลพวงของสงครามโลกทั้งสองครั้ง และระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันก็น่าจะถูกออกแบบและกำหนดโดยอิทธิพลของปัญหาหนี้สินและการธนาคารในยุโรป เพราะฉะนั้นบุคคลในหลายวงการต่างจับตาดูกันอยู่ว่าอนาคตของอียูจะคงอยู่รอดต่อไปได้อีกนานหรือไม่
ผลกระทบของปัญหาหนี้สินและการธนาคารในยุโรปที่เกิดขึ้นในช่วงประมาณปลายปี 2007 และลากยาวมาถึงปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล เช่น ปริมาณการค้าและการลงทุนทั้งจากยุโรปไปยังภูมิภาคอื่นๆ และจากภูมิภาคอื่นๆ ไปยังยุโรปตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย ว่ากันว่าตัวเลขการค้าโลกเพิ่งจะกลับมาสู่สภาวะปกติเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ขณะที่ปริมาณการลงทุนตรงในต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในยุโรปพังติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 ปี คือตั้งแต่ปี2008-2010 จนถึงขั้นมีการคาดการณ์ว่าขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกจะย้ายขั้วมายังทวีปเอเชียของเรา
สำหรับอนาคตของอียูมีการคาดการณ์อย่างมากว่า อียูอาจจะมีปัญหาถึงขั้นกลุ่มยูโรแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และอาจจะลามปามไปถึงความเป็นเอกภาพและชื่อเสียงที่สะสมมานานกว่า 50 ปีของการรวมกันเป็นอียู ซึ่งถือว่าเป็นการรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุดในโลกในช่วง 56 ทศวรรษที่ผ่านมา
เมื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศยูโรแล้ว จะพบว่ามีปัญหาหลักๆ ที่ต้องแก้ไขอยู่3 ประการ ได้แก่ 1) ปัญหาการต้องปรับปรุงและปฏิรูปโครงสร้างและระบบการรวมกลุ่มเป็นยูโรโซน หรือที่เรียกเป็นทางการว่า “สหภาพการเงินและเศรษฐกิจ” ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดถ้าต้องการแก้ไขปัญหาแบบระยะยาวและยั่งยืน 2) ปัญหาการปฏิรูปโครงสร้างทางด้านการเงินและการธนาคารใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และ 3) การที่ประเทศสมาชิกทั้งในกลุ่มยูโรโซนและกลุ่มอียูต้องพยายามหาทางสร้างสมดุลระหว่างการเมืองภายในกับการมอบอำนาจอธิปไตยทางการเมืองให้แก่สถาบันเหนือชาติ (Supra Institutions) ในอียู
ปัจจุบันการแก้ไขปัญหาทั้งสามประการเป็นไปด้วยความเข้มข้น ปัญหาหลัก 2 ข้อแรกถือว่ากำลังได้รับการแก้ไขจากประเทศหลักๆ ของอียูอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส ส่วนปัญหาที่ถือว่าหนักหนามากที่สุดได้แก่ ปัญหาข้อที่ 3 เนื่องจากในรัฐธรรมนูญของอียูปัจจุบันยังคงให้อำนาจอธิปไตยในหลายๆ ด้านต่อประเทศสมาชิก ทำให้เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการแก้ไขปัญหาที่จะต้องอาศัยเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากทุกประเทศสมาชิกในกลุ่มให้เห็นพ้องต้องกันในประเด็นหรือเรื่องที่เป็นปัญหาเดียวกัน
อำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจสำคัญที่ยังคงอยู่ในการตัดสินใจของประเทศสมาชิก ได้แก่ อำนาจด้านภาษี การจับจ่ายใช้สอยในภาครัฐ และอำนาจในด้านการดูแลและการบริหารจัดการงบประมาณ รวมทั้งการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศ อำนาจในการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงในสังคม รวมทั้งด้านนโยบายค่าจ้างและแรงงาน ส่วนอำนาจอธิปไตยด้านการเมืองที่ยังคงอยู่กับประเทศสมาชิก ได้แก่ อำนาจด้านการป้องกันประเทศและอำนาจด้านการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
ประเทศที่ขอเข้าร่วมกลุ่มอียูหรือยูโรโซน ต่างก็หวังว่าจะได้รับอานิสงส์มากมายจากการรวมกลุ่ม แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการสูญเสียอำนาจอธิปไตยในหลายๆ ด้านภายในประเทศของตนเอง ทำให้การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของกลุ่มเป็นไปด้วยความยากลำบาก ข้อเสนอด้านการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจหลายประการยังต้องให้ประเทศสมาชิกนำกลับไปขอความเห็นชอบทั้งรัฐสภาของประเทศสมาชิกและจากประชามติของประชาชนในแต่ละประเทศอีกด้วย ก็คงต้องดูกันต่อไปว่าอียูจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไรในอนาคตอันใกล้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ อนาคตของอียูก็ไม่น่าจะยืดยาว







