
ชงตั้ง"แม่ทัพ"ขับเคลื่อนสุขภาพมาตรฐาน
ระยะเวลาเพียง 17 วัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ระยะเวลาเพียง 17 วัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สามารถทำคลอดสิทธิประโยชน์เจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวสำหรับ 3 กองทุนประกันสุขภาพได้สำเร็จ
สะท้อนถึงความเข้าใจปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในระบบสาธารณสุข และแสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี นักวิชาการเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ผู้จุดพลุให้สังคมตระหนักถึงความลักลั่นในระบบประกันสุขภาพ กล่าวชื่นชมความกล้าของนายกรัฐมนตรีที่ตัดสินใจเดินหน้านโยบายจนเกิดเป็นรูปธรรม แต่ในรายละเอียดยังมีข้อกังวล
นพ.พงศธร เห็นว่า นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย. พร้อมกันทั่วประเทศนั้น เกี่ยวข้องกับ 3 กองทุนสุขภาพ ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสวัสดิการข้าราชการ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับหน่วยบริการทั่วประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน
แน่นอนว่าเมื่อมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ในขณะที่รัฐบาลยังไม่มี “แม่ทัพ” หลักในการบูรณาการ นโยบายอาจสะดุด และท้ายที่สุดจะไม่สามารถควบคุมงบประมาณได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำในขณะนี้คือนำร่องนโยบายในบางพื้นที่ หรืออาจจะเริ่มในโรงพยาบาลรัฐก่อน เมื่อระบบนิ่งค่อยดึงโรงพยาบาลเอกชนเข้ามาร่วม
“รัฐบาลบอกว่าเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาล สิ่งที่ต้องคำนึงคือปัญหาการกระจุกตัวของผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาดใหญ่” หมอพงศธร ระบุ
นอกจากนี้ ชัดเจนว่าโครงสร้างในการทำงานของรัฐบาลยังเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง มีคณะทำงานหลายชุดซ้อนกัน จึงเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาใหม่อีก 1 ชุด ทำหน้าที่เป็น “แม่ทัพ” ขับเคลื่อนนโยบาย 3 กองทุน โดยรัฐบาลต้องมอบอำนาจเต็ม เน้นไปที่อำนาจ “ตัดสินใจ” ให้กับคณะทำงานชุดดังกล่าว อาทิ การออกแบบชุดสิทธิประโยชน์ การออกแบบวิธีการจ่ายเงิน รวมทั้งการออกแบบระบบตรวจสอบ
นพ.พงศธร บอกว่า รัฐบาลควรเตรียมการเร่งด่วน คือจัดทำระบบสนับสนุนและเทคโนโลยีสำหรับเบิกจ่ายเงิน สร้างระบบตรวจสอบและระบบควบคุมคุณภาพขึ้นมา นั่นเพราะปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากทั้งสองระบบดังกล่าวอ่อนแอคือการเบิกจ่ายเท็จ ท้ายที่สุดรัฐบาลก็ไม่สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพลงได้ตามเป้าหมาย
นักวิชาการรายนี้ยังเสนอแนะอีกว่า เมื่อทำนโยบายป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวสำเร็จ รัฐบาลควรบูรณาการ 3 กองทุนเพื่อบริหารจัดการเฉพาะโรคในโรคเรื้อรัง ได้แก่ ไต หัวใจ มะเร็ง หลอดเลือดสมอง รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์ ให้เป็นมาตรฐานเดียวด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องให้น้ำหนักกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน อาทิ ความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนสุขภาพ ความเหลื่อมล้ำระหว่างชุมชนเมืองและชนบท การขาดประสิทธิภาพในการให้บริการ ความไม่เพียงพอของหน่วยบริการ จำนวนเตียง เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ใช้บริการ
“ปัจจุบันโรงพยาบาลมีเตียงรวมกัน 1.2 แสนเตียง หากจะให้เพียงพอจริงๆ ต้องเพิ่มอีกถึง 50%” นพ.พงศธร ระบุ
พร้อมกันนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับปัญหาระบบสุขภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งล้วนแล้วแต่จะสร้างภาระงบประมาณให้รัฐบาลมากยิ่งขึ้น ได้แก่ 1.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ 2.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและยา 3.ความคาดหวังของประชาชนในการรับบริการ 4.การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 และการเกิดขึ้นของเมดิคัลฮับ







