
ค้าแอลพีจีขอขึ้นค่าขนส่ง5บาท
ผู้ค้าแอลพีจีเล็งยื่นพาณิชย์ ขยับค่าขนส่งกว่า 5 บาท/ถัง หลังดีเซลพุ่งลิตรละ 32 บาท ซ้ำขึ้นค่าจ้าง
ผู้ค้าแอลพีจีเล็งยื่นพาณิชย์ ขยับค่าขนส่งกว่า 5 บาท/ถัง หลังดีเซลพุ่งลิตรละ 32 บาท ซ้ำขึ้นค่าจ้าง
นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายก สมาคมผู้ค้าปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมผลกระทบต้นทุนร้านแอลพีจีทั่วประเทศ เพื่อเสนอกระทรวงพาณิชย์ขอปรับเพิ่มค่าขนส่งแอลพีจีขึ้นถังละ 5 บาท (ขนาด 15 กก.) จากปัจจุบันอยู่ที่ 10 บาท/ถัง ภายในเดือน เม.ย.นี้ เนื่องจากราคาดีเซลปรับสูงขึ้นเป็นลิตรละ 32.33 บาท แต่ค่าขนส่ง 10 บาท คำนวณจากฐานน้ำมันดีเซลลิตรละ 25 บาทเท่านั้น
อีกทั้งนโยบายรัฐบาลปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ใน 7 จังหวัด ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งปรับขึ้นต่อเนื่องนอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนเพิ่มกว่า 5 บาท/ถัง
ปัจจุบันแรงงานในร้านค้าแอลพีจีทั่วประเทศมีอยู่ทั้งหมด 45หมื่นคน มีอัตราค่าจ้างทั้งที่เกิน 300 บาท/วัน และอยู่ที่ระดับ 220250 บาท/วัน เมื่ออัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นก็ย่อมดันให้ค่าแรงทั้งระบบเพิ่มขึ้นด้วย
ซึ่งกำหนดปรับค่าจ้างนำร่องแค่ 7 จังหวัด แต่ในปี 2556 จะขยายทั่วประเทศ ในขณะที่ค่าขนส่งปัจจุบันอยู่ระดับ 10 บาท/ถังเป็นการคำนวณจากฐานน้ำมันดีเซลที่ด้านนายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สัปดาห์นี้จะหารือร่วมกับกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ที่รัฐบาลกำหนดทยอยปรับขึ้นเดือนละ 50 สต./กก. จนครบ 6 บาท/กก. ในเดือน ธ.ค.นี้ โดยผู้ประกอบการยืนยันจะให้ปรับเบื้องต้น 2 บาท/กก. ที่เหลือ 4 บาท/กก. จะหารือร่วมกัน 3 ประเด็นคือ 1.ต้นทุน ปตท. 2.โครงสร้างภาษี 3.ความคุ้มทุนของผู้ประกอบการที่ใช้เอ็นจีวี
“เราต้องการให้รัฐบาลทำเรื่องนี้ให้จบไปเลยทีเดียวโดยต้องการให้คิดถึงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเอ็นจีวีด้วยเพราะเชื่อว่าที่สุดอนาคตจะต้องมีซึ่งการทำทีหลังจะยุ่งยากอีก และจะได้รู้ว่าเอ็นจีวีขณะนี้ไม่มีภาษีฯจึงทำให้ดูเหมือนถูกกว่าดีเซลแต่ที่จริงไม่ใช่ดังนั้นถ้าการขึ้นเอ็นจีวี 6 บาทต่อกก.แล้วเข้ากระเป๋าปตท.เพียงผู้เดียวเราไม่ยอมซึ่งเป็นไปได้ว่า 4 บาทต่อกก.ที่เหลืออาจเป็นรายได้ภาษีสรรพสามิตแทนก็คงต้องหารือกันในรายละเอียดอีกครั้ง”นายยูกล่าวด้านนายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีแอลพีจีและเอ็นจีวีว่า รัฐบาลดูแลไม่ได้เพราะทำกองทุนน้ำมันขาดทุนไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท และดูเหมือนว่ารัฐบาลเป็นห่วง ปตท.มากกว่าประชาชน
โดยระบุว่า รัฐบาลต้องตั้งสติให้ดี วันนี้ผู้สื่อข่าวถามคุณกิตติรัตน์ว่า จะแก้ไขปัญหาน้ำมันแพงอย่างไร ท่านรองนายกฯตอบว่า 'ให้ประหยัด' ไม่ผิดครับ แต่เวลาของแพง ชาวบ้านเขาประหยัดกันเองครับท่านรองฯ
แต่ที่มาถึงวันนี้ได้เพราะที่ผ่านมารัฐบาลบริหารเหมือนเชื่อว่าของฟรีในโลกนี้มีจริง ท่าน 'กระชากค่าครองชีพ' ด้วยการงดการจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน แป๊บเดียวท่านก็ต้องกุลีกุจอมาเก็บใหม่เพราะกองทุนติดหนี้ไปแล้วสองหมื่นกว่าล้านบาทแล้วตอนที่ท่านยกเว้นการเก็บเข้ากองทุนตอนนั้น ท่านไม่ห่วงว่าจะทำให้คนเลิก 'ประหยัด' หรือครับ
ไม่มีอะไรฟรีครับ เมื่อท่านทำให้เบนซินราคาเกือบเท่าก๊าสโซฮอล ผลก็คือทำให้ราคามันสำปะหลังทรุดฮวบอีกต่างหาก จนถึงวันนี้ยังโลละบาทกว่าๆเองครับ คนอีสานเดือดร้อนไปทั่ว ท่านส่งสัญญาณว่าจะเพิ่มค่าแรงเป็น300บาท เพิ่มปริญญาตรีเป็น 15,000 ยังไม่ทันเพิ่มเขาก็ปรับราคาสินค้าขึ้นไปรอแล้ว
คนรวยก็ไม่เดือดร้อนเพราะท่านลดภาษีกำไรให้เขาจาก 30% เป็น 23% แถมประกาศชัดว่าภาษีที่ดินท่านก็จะไม่เก็บ หุ้นบริษัทพัฒนาที่ดินขึ้นกันทุกวัน ค่าไฟที่พวกผมได้เจรจาไว้ว่าให้ภาคอุตสาหกรรมรับภาระเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อชาวบ้านที่ยากจนและใช้ไฟน้อยเขาจะได้ใช้ไฟฟรี ท่านก็ไปยกเลิก เสียสิทธิไป 4 ล้านครอบครัวทันที
แล้วท่านจะมาแปลกใจทำไมที่ชาวบ้านเขาบ่นกันว่าเดือดร้อน
นี่ผมยังไม่ได้พูดถึง เรื่อง LPG และ NGV ที่ท่านดูแลไม่ได้เพราะท่านดันไปทำกองทุนน้ำมันขาดทุนไปแล้วกว่า 20,000ล้าน และท่านก็ดูเหมือนเป็นห่วงปตท.มากกว่าประชาชน
ส่วนพวกผมก็ต้องมาจี้ท่านทุกวัน จนวันนี้ท่านถึงได้ประชุมครม.เศรษฐกิจกันเป็นหนแรกหลังจากเป็นรัฐบาลมาเจ็ดเดือน
ตั้งหลักให้ดีครับ ของฟรีไม่มี ทำอะไรก็จะมีผลตามมา และจากสิ่งที่ท่านทำไป ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจำนวนมาก







