พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐกรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี พระนามเดิม พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี พระนามเดิม พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกษร ณ เชียงใหม่ เจ้านายฝ่ายเหนือใน “ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน)” ประสูติเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2427 ในพระบรมมหาราชวัง
ทรงได้รับการศึกษาชั้นต้นในพระบรมมหาราชวัง และโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ครั้นในปี 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ซึ่งมีพระชันษาได้ 13 ปีบริบูรณ์ ได้ตามเสด็จพร้อมด้วยพระราชโอรสอีก 3 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์ สมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และพระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร
เมื่อถึงอังกฤษ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้ทรงเข้าเรียนที่โรงเรียนวอร์เรนฮิลล์ เพื่อทรงศึกษาในระดับประถมศึกษาตอนปลาย ก่อนที่จะย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมชาร์เตอร์เฮาส์ ทั้งๆ ที่โรงเรียนมัธยมกินนอนอีตันได้ตกลงรับเข้าศึกษาแล้ว โดยจะเป็นนักเรียนไทยคนแรกที่นั่น เหตุผลที่พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐมิได้เสด็จไปเข้าอีตัน ก็เพราะเจ้าพระยาพระเสด็จฯ เมื่อยังเป็น พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ ผู้ซึ่งได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นผู้ดูแลการศึกษาของพระราชโอรสในอังกฤษขณะนั้น มีความดำริเห็นว่าพระเจ้าลูกยาเธอยังขาด “ความพร้อม” ที่จะไปเรียนที่อีตัน
ในเดือน ต.ค. 2443 เมื่อพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐมีพระชันษา 16 ปี ก็ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ เนื่องจากเจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกษร ณ เชียงใหม่ พระมารดาป่วยหนักและถึงแก่พิราลัย พระองค์ได้ประทับอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลานานถึง 8 เดือน ภายใต้ความดูแลของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา ทรงรับพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐมาอยู่ในการดูแลนับตั้งแต่นั้นมา หลังจากเสร็จสิ้นงานปลงพระศพของพระมารดาแล้ว พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐจึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษในเดือน มิ.ย. 2444
การว่างเว้นการเรียนไปนานหลายเดือน ทำให้พระองค์ทรงเรียนตามพระสหายในชั้นเรียนไม่ทัน จึงต้องทรงย้ายไปเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมของเอกชนที่แครมเมอร์ และได้ทรงย้ายไปศึกษาที่เยอรมนีในเดือน พ.ย. 2444 ในระหว่างปี 2444-2446 พระองค์ได้ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมที่เมืองฮาลเล ภายใต้การควบคุมดูแลของ ดร.ตริน ศาสตราจารย์ชาวเยอรมัน พระองค์ทรงมีความขยันหมั่นเพียรเป็นอย่างสูง จนสามารถเรียนรู้ภาษาเยอรมันได้อย่างแตกฉาน และสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น
ในปี 2446 เมื่อมีพระชันษา 19 ปีบริบูรณ์ และได้ประทับอยู่ในยุโรปมาแล้วกว่า 6 ปี พระองค์ได้ทรงเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมิวนิก ในหลักสูตรวิชาเศรษฐกิจการเมือง หรือที่รู้จักกันในสมัยนี้ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ พระองค์ทรงเลือกศึกษาวิชาที่เน้นในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ลัทธิเศรษฐกิจ เศรษฐ ศาสตร์แรงงาน ตลอดจนวิชารัฐศาสตร์คือวิชาที่เกี่ยวกับการเมืองและการปกครอง พระองค์ทรงเริ่มการค้นคว้าเพื่อเรียบเรียงวิทยานิพนธ์เรื่อง “เกษตรกรรมในสยาม : บทวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม” ในปี 2447 โดยทรงขอข้อมูลจากเมืองไทย ซึ่งกระทรวงเกษตราธิการ ได้รวบรวมส่งไปถวาย นอกจากนั้นก็ยังทรงค้นคว้าจากหนังสือและเอกสารอีกมากมายที่มีอยู่ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส รายชื่อหนังสือและเอกสารเหล่านี้ปรากฏในบรรณานุกรมต่อท้ายพระวิทยานิพนธ์ของพระองค์ วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับนักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติ ศาสตร์ด้านเศรษฐกิจโลกที่สนใจประเทศไทย
ภายหลังที่ได้ทรงศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยมิวนิกเป็นเวลา 2 ปี พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐก็ได้ทรงย้ายไปศึกษาในแขนงวิชาเดียวกัน ณ มหาวิทยาลัยทูบิงเงน (University of Tubingen) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของเยอรมนีตอนใต้อีกแห่งหนึ่ง (เมืองทูบิงเงนอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ใกล้กับเมืองสตุตการ์ต และอยู่ไปทางทิศตะวันตกของเมืองมิวนิก) ณ มหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้พระองค์ได้ทรงสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า ดอกเตอร์วิทสตาตส์วิสเซนชัฟท์ ในปี 2450 ขณะมีพระชันษาได้ 23 ปี ภายหลังที่ได้ทรงพิมพ์พระวิทยานิพนธ์เป็นหนังสือขนาดกะทัดรัดฉบับภาษาเยอรมันในชื่อว่า “เกษตรกรรมในสยาม : บทวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม” โดย พรินซ์ดิลก ฟอน สิอาม พระนามเรียกในภาษาเยอรมันของพระองค์ ผลงานของพระองค์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับนักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกที่สนใจประเทศไทยจักต้องค้นหามาศึกษา พระองค์จึงทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับปริญญาทางด้านเศรษฐศาสตร์ และทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก อีกทั้งยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ทำการศึกษาวิจัยสถานภาพและปัญหาเศรษฐกิจแห่งประเทศไทย
ภายหลังเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ก็ได้เสด็จโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 ในปี 2450 นิวัตสู่ประเทศไทย ทรงเริ่มเข้ารับราชการในกระทรวงมหาดไทยในตำแหน่งปลัดกรมพิเศษ แผนกอัยการต่างประเทศ ก่อนจะย้ายไปเป็นปลัดสำรวจ กรมมหาดไทยฝ่ายเหนือ
ต่อมาได้ทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมเลขานุการ ปฏิบัติงานขึ้นตรงต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ในปี 2453 พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐทรงได้รับพระราชทานยศเป็น อำมาตย์เอก (เทียบยศทหารพันเอก) และได้ดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมพลำภัง (อธิบดีกรมการปกครอง)
ในรัชกาลที่ 6 ทรงได้เลื่อนยศขึ้นเป็น มหาอำมาตย์ตรี (เทียบยศทหารพลตรี) และได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น ผู้ช่วยราชปลัดทูลฉลอง ขณะที่ยังคงรั้งตำแหน่งเจ้ากรมพลำภังต่อไปด้วย
ในเดือน พ.ย. 2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี ซึ่งมีข้อความในประกาศว่า
“อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ได้เสด็จออกไปทรงศึกษาวิชชา ณ ประเทศยุโรปที่เมืองอังกฤษก่อน แล้วได้เสด็จไปศึกษาในประเทศเยอรมนีต่อไป จนทรงสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรเป็นเปรียญรู้ในอรรถคดี ครั้นรัตนโกสินทร์ศก 126 (2450) เสร็จการศึกษาแล้ว ได้เสด็จกลับมารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ในหน้าที่ปลัดกรมพิเศษ แผนกอัยการต่างประเทศ แล้วเป็นปลัดสำรวจกรมมหาดไทยฝ่ายเหนือ และเป็นเจ้ากรมเลขานุการเป็นลำดับมา ในบัดนี้ได้ดำรงพระเกียรติยศในตำแหน่งผู้ช่วยราชปลัดทูลฉลอง กระทรวงมหาดไทย และเจ้ากรมพลำภัง ทรงพระปรีชาสามารถ อาจให้ราชกิจในหน้าที่นั้นๆ สำเร็จโดยเรียบร้อยตลอดมา บัดนี้ก็ทรงวัยวุฒิสมควรจะได้รับพระเกียรติยศเป็นเจ้าต่างกรมพระองค์หนึ่งได้ จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี อัชนาม ทรงศักดินา 15,000 ตามพระราชกำหนดอย่างพระองค์เจ้าต่างกรมในพระบรมมหาราชวัง จงทรงเจริญพระชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ สรรพสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล วิบุลยศุภผลมโหฬาร ทุกประการ”
นอกจากราชการในกระทรวงมหาดไทยแล้ว พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ยังสนพระทัยในการศึกษาระดับอนุบาล (คินเดอร์การ์เตน) ซึ่งเป็นการศึกษาที่ริเริ่มขึ้นในเยอรมนี และได้ทรงเคยพบเห็นมาในระหว่างที่ศึกษาอยู่ในประเทศนั้น เมื่อเสด็จกลับมาจากยุโรปใหม่ๆ ได้ทรงเป็นบรรณาธิการวารสารชื่อ กุมารใหม่ ซึ่งพิมพ์ออกมาได้ไม่กี่ฉบับอีกด้วย
ด้วยเหตุที่พระราชธิดาในพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้สิ้นพระชนม์แต่ยังเยาว์ ประกอบกับที่ได้ทรงเป็นธุระดูแลพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐมาตั้งแต่มีพระชันษาได้ 16 ปี เมื่อพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐทรงสำเร็จการศึกษาเป็นอย่างดีมาจากต่างประเทศ และเข้ามารับราชการมีตำแหน่งสำคัญในกระทรวงมหาดไทย พระราชชายา เจ้าดารารัศมี จึงมีความหวังว่าจะได้ฝากผีฝากไข้พระญาติสนิทพระองค์นี้ในยามที่จะต้องจะเสด็จกลับไปประทับที่เชียงใหม่ ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว แต่ความหวังของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ก็มีอันจะต้องมลายสูญหายไปสิ้น เมื่อพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐทรงตัดสินพระทัยปลงพระชนม์พระองค์เองด้วยพระแสงปืน ในวันที่ 12 ม.ค. 2455 หลังจากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นสรรควิสัยนรบดีได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น และมีพระชันษาเพียง 28 ปี
สาเหตุแห่งการปลงพระชนม์พระองค์เองของพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐนั้นว่ากันว่า ทรงเสียพระทัยอย่างหนักกับการที่เจ้าหญิงสิริมา ณ เชียงใหม่ พระชายา ซึ่งเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นเจ้าหญิงแห่งเมืองเหนือที่มีพระสิริโฉมยิ่งนักได้ถึงแก่พิราลัยอย่างกะทันหัน ด้วยทรงเป็นตะคริวขณะกำลังสรงน้ำในสระน้ำภายในพระราชวังดุสิต พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐมิอาจหักห้ามความเสียพระทัยจนประชวรหนัก จึงตัดสินพระทัยปลงพระชนม์พระองค์เองในที่สุด ในขณะที่มีเสียงเล่าลือบางกระแสที่บอกเล่ากันต่อๆ มาว่า “ทรงขัดข้องพระทัยเรื่องราชการงานเมือง เมื่อไม่ได้ดังตั้งพระทัยดีเอาไว้ ก็ทรงน้อยพระทัยหุนหัน ไม่ได้มีเรื่องเกี่ยวกับรักๆ ใคร่ๆ ส่วนพระองค์แต่อย่างใด”
ประเทศไทยจึงต้องสูญเสียเจ้านายพระองค์หนึ่งที่มีพระปรีชาสามารถเป็นอย่างมาก ในขณะที่พระชันษายังน้อย และมีโอกาสที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศไทยอีกมากมายไปอย่างน่าเสียดาย


