
"ทักษิณ"ไม่รู้จักอิ่ม-ธีรยุทธชี้เหตุขัดแย้ง
ธีรยุทธแถลงวิเคราะห์การเมืองไทย ชี้ "ทักษิณ"ไม่รู้จักอิ่มต้นเหตุปัญหาขัดแย้ง แนะทุกฝ่ายลดกดดันเผชิญหน้า เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน
ธีรยุทธแถลงวิเคราะห์การเมืองไทย ชี้ "ทักษิณ"ไม่รู้จักอิ่มต้นเหตุปัญหาขัดแย้ง แนะทุกฝ่ายลดกดดันเผชิญหน้า เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน
เมื่อเวลา 10.00 น. นายธีรยุทธ บุญมี ผอ.สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นัดสื่อมวลชนเพื่อแถลงข่าววิเคราะห์การเมืองไทย แนวโน้มของวิกฤตปัจจุบัน ณ ห้องวรรณไวทยากรณ์ ตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
นายธีรยุทธ กล่าวว่า เหตุที่ออกมาพูดช้า 2 ปี ซึ่งมีคนทักว่าทำไมไม่ออกมาในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ แต่มาพูดรัฐบาลนี้ สาเหตุมาจาก 1.ปัญหาด้านสุขภาพที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ และ 2.การเมืองไทย รอบ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ออกมาพูดได้ยากลำบาก จึงอยากมองการเมืองให้รอบด้าน ก่อนออกมาวิเคราะห์ปัญหาด้านการเมือง
ยุคการเมืองปัจจุบัน ยุคของทักษิณ – การเมืองรากหญ้า ประชานิยม
การเมืองยุคทักษิณ ตลอด 15 ปีที่ผานมา พรรคการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชนะการเลือกตั้งทั่วไป 4 ครั้ง โดยมาจากการขยายฐานรากหญ้า เสื้อแดงไปชุมนุมประท้วงกว้างขวาง หากให้ประเมิน ตั้งแต่ปี 2500 นักการเมืองที่มีบารมีมากที่สุด ประกอบด้วยกัน 3 คน คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พล.อ.เปรม ติณสูลนนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และพ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้น ที่คิดว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเมือง คือ จอมพลสฤษดิ์ และพล.อ.เปรม ส่วนทักษิณจะช่วยให้การเมืองไทยดีขึ้น หรือ เสียหายให้ล่มจมต้องพิสูจน์อีกยาวนาน
อย่างไรก็ดี ส่วนตัวอยากให้ทักษิณกลับประเทศ เพราะคิดถึงเพื่อนเก่า ขาประจำซึ่งกันและกัน พ.ต.ท.ทักษิณเคยท้าพนัน เมื่อปี 2546 ว่าจะหลุดอำนาจหรือเสื้อกั๊กขาดก่อน ตอนนี้เขาก็ออกไปนอกประเทศ แต่เสื้อผมก็ขาดแล้ว มี 2 รู ถือว่าเจ๊ากันไป ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมารับโทษ และหาทางสู้คดีใหม่ ส่วนตัวฟังคำตัดสินซุกหุ้นและหนี้ภาษีถือว่าผิด แต่คนส่วนใหญ่เห็นใจ และอยากให้มีนิรโทรษกรรม ส่วนตัวจะช่วย หากพ.ต.ท.ทักษิณกลับมายอมรับโทษ ซึ่งจะเป็นการรักษาระบบยุติธรรมของประเทศ ซึ่งสำคัญกว่าตัวบุคคล
การเมืองรากหญ้า-ประชานิยม บ้านเราถือว่าเป็นการเปิดฉากใหม่ของการเมือง แต่ปมปัญหาและวิกฤตรุนแรง คือ ไม่มีการยอมรับซึ่งกันและกัน และการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย ซึ่งถืวอ่ารุนแรงมากที่สุด ทำให้อีกฝ่ายไม่มีตัวตน ดังนั้น เสื้อแดงไม่รับเสื้อเหลือง เพราะไม่มีความคิดหรือเหตุผล คลั่งชาติ เสื้อเหลืองก็บอกว่าแดงถูกจ้าง ไร้การศึกษา ถูกจ้างมา จึงมองไม่เห็นว่ามีตัวตน
ทั้งนี้ จากการที่ออกไปพบปะพูดคุย ประเด็นใหญ่ เพราะเขาถูกดูถูก ทำให้เสื้อแดงขยายตัว ขณะนี้จึงอยากให้ยอมรับการดำรงอยู่ จากนั้น ทำความเข้าใจพวกเสื้อแดง ส่วนมุมมองใหม่ว่าทำไมเสื้อแดงขยายตัว และเป็นตัวสำคัญในการตัดสินการเลือกตั้งมาโดยตลอด ตรงนี้เป็นจุดรเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดการสมานฉันท์ในอนาคต รวมถึงหนทางที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกันทำอย่างไร
เหตุผลที่เสื้อแดงชอบทักษิณ มีด้วยกัน 4ประเด็น คือ 1.นโยบาย 30 บาท เป็นการช่วยศักดิ์ศรี ในการไปโรงพยาบาลแล้วไม่ถูกดูถูกเหมือนสมัยก่อน 2.กองทุนหมู่บ้าน ที่ลดค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน 3.เรื่องยาเสพติดที่กระทบคนชั้นล่าง และกลาง มาก เท่าที่ตรวจสอบเขาพอใจกับนโยบายการปราบปรามยาเสพติด เพราะเป็นปัญหาจริงๆ เนื่องจากกระทบถึงลูก หลาน และครอบครัว
การเมืองรากหญ้ามีความสำคัญต่อประชาธิปไตย หากมองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมีการพัฒนา เสื้อเหลือง และเสื้อแดง เป็นการเมืองที่พัฒนามาจาก 14 ตุลาฯ เพราะสมัยนั้นเป็นคนชั้นกลาง กลุ่มุธุรกิจทำให้เกิดพื้นที่ของชาวบ้าน ดังนั้น หากมองการปกครองก่อน 2475 ชาวบ้านไม่มีเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นคน เมื่อหลัง 2475 ชาวบ้านมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่คนชั้นสูง ข้าราชการมีฐานะในสังคม แต่เการเมือง มื่อหลัง 19 ก.ย. 2549 การเมืองรากหญ้าจึงเป็นดัชนีบ่งชี้การพัฒนาการด้านเสรีภาพในสังคมไทย แม้จะเป็นจุดเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ประชานิยมน่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ตามมาในอนาคต
นอกจากนี้ พลังรากหญ้า เสื้อแดงมีลักษณะเฉพาะ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และการชุมนุมเป็นครั้งคราว ยังไม่เป็นขบวนการ ไม่มีเป้าหมายอุดมการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองแต่อย่างใด
รากเหง้าของวิกฤต ต้องมองให้ลึกกว่าปัญหาพ.ต.ท.ทักษิณ แกนนำเสื้อเหลือง เสื้อแดง และปัญหารากเหง้าจริงๆ คือ “การรวมศูนย์มากเกินไป ศูนย์กลางเอาไม่อยู่” การรวมศูนย์เบ็ดเสร็จทุกด้านในสมัยร.5 โดยรัฐเป็นเจ้าของและผู้ใช้ทรัพยากรทุกอย่าง เชิดชูส่วนกลาง กดเหยียดของเดิม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ยังฝังลึก ชนชั้นนำเข้ามามีอำนาจทางการเมืองหยิบฉวยประโยชน์จากรัฐ ส่วนชาวบ้านไม่เคยได้อะไรจากรัฐ
ดังนั้น ตำหนิไม่ได้เต็มปาก เวลาซื้อขายเสียง เพราะคล้ายว่าเราไม่เคยทำอะไร ส่วนกลางไม่ได้เหลียวแลจ่ายกลับคืนเท่าที่ควร เวลามีอำนาจต่อรอง ชาวบ้านก็ฉลาดพอที่จะต่อรอง คือ เป็นวัตถุ งบประมาณ โครงการเข้าหมู่บ้าน แต่ชาวบ้านตื้นตันในตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ใช้ประชานิยมผันเงินของรัฐไปช่วยชาวบ้าน แม้ตัวเองจะไม่ได้จ่ายก็ตาม ดังนั้น ผลการรวมศูนย์มากไป จึงต้องได้รับการแก้ไข การควบคุมทรัพยากรพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพอนามัย แต่ประเด็นสำคัญ คือ ปัญหาประวัติศาสตร์ สังคม
“ร.6 เน้นแบบกษัตริย์นิยม ไม่มีประวัติศาสตร์สังคมโดยรวม คนอาชีพต่างๆ ไม่มีส่วนร่วมในการสร้างประเทศ ดังนั้น สังเกตตามที่ถนนมีชื่อซอยตามพระนามกษัตริย์ ไม่มีชื่อปราชญ์ นักการทูต สถาปนิก กวีศิลป์ ทำให้ไม่เกิดความภูมิใจในการร่วมสร้างประเทศ เพราะเอียง เนื่องจากรวมศูนย์ราชานิยม เป็นเรื่องของข้าราชการที่อยากเอาอกเอาใจเจ้านาย แต่เกิดผลในความรู้สึกรวมของสังคม ไม่เหมือนต่างประเทศ เช่น ราชสำนักอังกฤษ ให้อิสริยาภรณ์กับคนหลากหลายอาชีพ แต่บ้านเราได้เฉพาะคุณหญิง คุณนาย ทหาร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ดังนั้น ควรมีการแก้ไข เพราะขนบ ธรรมเนียม วัฒนธรม ได้ถูกทำลายลงไป” นายธีรยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ในด้านทรัพยากร ดูหมิ่น ศักดิ์ศรี เมื่อเกิดรัฐประหาร คนเมืองต่อต้านทักษิณ ศูนย์กลางใช้สองมาตรฐานการไม่ยอมรับอำนาจจึงขยายตัว ความคิดพื้นฐานของคนชั้นนำกับรากหญ้า ทำให้เกิดความไม่เข้าใจ ชาวบ้านมีค่านิยมแบบนักเลง ชอบฮีโร่และวีรบุรุษที่ให้ความหวัง ชอบคนกร่างๆ แบบ นายจตุพร พรหมพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดูเรียบร้อย แต่พูดจาฉะฉาน
ความแตกต่างในค่านิยมระหว่างชนชั้นล่าง และชนชั้นสูง/กลาง
ค่านิมยมชีวิตทั่วไป ชนชั้นล่าง ชอบความง่าย สนุกสนาน รู้สึกชีวิตไม่เป็นธรรม ชอบวัตถุจับต้องได้ เน้นการพึ่งพาช่วยเหลือกัน ใจกว้างนักเลง ขณะที่ชนชั้นสูง ชอบระเบียบ กระบวนการ ความสงบเรียบร้อย มารยาท ช่องทางเปิดกว้าง นามธรรม คุณธรรม ความดี แต่ก็ชอบวัตถุ เน้นการพึ่งตนเอง ช่วยตนเอง
ค่านิมยมทางการเมือง ชนชั้นล่าง ชอบผู้นำวีรบุรุษ นโยบายประชานิยม ประชาธิปไตยกินได้ สำหรับนักการเมืองชอบประชาธิปไตย “กู” ได้กิน ขณะที่ชนชั้นสูง ไม่ชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไม่เคารพกติกา ไม่ชอบประชานิยม เพราะทำให้คนไม่รับผิดชอบตนเอง ชอบประชาธิปไตยคนดี หรือประชาธิปไตยดูได้
มุมมองใหม่ของปรากฎการณ์ การเมืองรากหญ้า ขบถ “คนเล็กคนน้อย” ชาวบ้านที่ลุกมาประท้วงความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ อัยการ ตำรวจ ที่ด้อยกว่ากัน พ่อค้า แท็กซี่ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง ถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ด้อยกว่า หากมองว่าเดิมเป็นวงจรอุบาทว์ มีการซื้อเสียง ถอนทุน มีการรัฐประหาร แต่ในเชิงโครงสร้างจะพบวงจรเชิงเศรษฐกิจการเมืองทับซ้อนอยู่ ชนบท เป็นแหล่งที่มาทรัพยากร แรงงานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นแหล่งชอบธรรมให้กับประชาธิปไตย
ส่วนเมืองแหล่งผลิตในการใช้ทรัพยากร และเป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตย เพื่อให้วงจรดังกล่าวได้ครอบงำชาวบ้าน โดยวาทกรรมความสำคัญของศูนย์กลาง ของประชาธิปไตยคนดี และมาตรการสุดท้าย คือ รัฐประหาร แต่ที่น่าสนใจ การเมืองรากหญ้าเกิดวงจรย้อนกลับ คือ ชนบท พยายามดึงทรัพยากรความมั่นคั่ง ด้วยการต่อรองกับพรรคการเมือง อนาคตจะมีประชานิยมเกิดขึ้นมาก ด้านอำนาจนำการต่อสู่ด้วยวาทะกรรมประชาธิปไตยกินได้ และการวิจารณ์สถาบันอำนาจอนุรักษ์ นิยม มองอำนาจวงจรอุบาว์ จะสามารรถเกิดขึ้นกระบวนการรกหญ้าหรือเสื้อแดงได้
การเมืองแบบ 2 ขั้วอำนาจก๊ก “คนเลว” โจโฉ จะชนะก๊ก “คนดี” เล่าปี่-ขงเบ้ง
สองศูนย์น่าเป็นห่วง เพราะเป็นการแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วน แต่ละฝ่ายมีความชอบธรรมและที่มั่น การควบคุมอนุรักษ์ ควบุคุมด้านความมั่นคง ตุลาการ จิตวิญญาณ รากหญ้า คุม การออกนโยบายบริหารงบประมาณ ซึ่งรากหญ้ามีความได้เปรียบ ดังนั้น แนวโน้มเสื้อแดงมีโอกาสขยายจตัวจากนโยยบายประชานิยม เช่น โอทอป ประกันพืชผล ขยายไปได้เรื่อยๆ รวมถึงประชานิยมด้านสังคม เช่น สตรี เด็ก แจกคอมพิวเตอร์แทปเล็ต เขาเกิดความประทับใจทักษิณ เพราะได้ของใหม่
ขบถคนเล็กคนน้อย อัตลักษณ์วัฒนธรรม ดังนั้น เสื้อแดงได้เปรียบ ฝ่ายอนุรักษ์ เสียเปรียบ เสื้อแดงเป็นฝ่ายรุกตลอด เพราะวิสัยทัศน์ของเสื้อเหลืองจำกัดและตีบตัน ส่วนแดงคิดต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะมีงบและทรัพยากรรองรับ ดังนั้น ศูนย์กลางต้องเหลือเพียงศูนย์เดียว ส่วนจะเหลืออย่างไร ไม่สามารถให้คำตอบได้ แต่เท่าที่ดู คือ ยุทธศาสตร์พื่อไทย หรือทักษิณ มี 3 ขา คือ 1.ขยายฐานรากหญ้า 2.สลายอำนาจฝ่ายตรวจสอบ เช่น องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ 3.ดึงกำลังมั่นคง เช่น กองทัพ มาเป็นพวก ฃ
ส่วนฝ่ายอนุรักษ์ ไม่มีทางออก คือ ขยายรากหญ้า ไม่มีทางทำสำเร็จ เพราะไม่มีวาทะกรรมใหม่ๆ นอกจากอดทน พอเพียง หรือ เป็นคนดี เพราะหากคนไม่มีความหวังก็เหนื่อย เช่น คนจนมากๆ และเจอคนรวยบอกว่าอดทน เขาจะโกรธ เพราะเขาลำบาก นักคิดฝ่ายอนุรักษ์ เน้นนามธรรม อย่างน้อยพูดนามธรรม แต่ตัวเองอยู่สุขสบายกว่า ดังนั้น คนจนจะขมขื่นมากเมื่อเจอภาวะเช่นนี้ อย่างไรก็ดี ยังไม่เห็นทางที่ฝ่ายอนุนักษ์จะขยายตัว มีแต่หดตัว หากไม่มีการปรับแนวคิดใหม่
สรุป ไม่มีทางออกระยะใกล้ แต่ต้องสิ่งต้องทำเพื่อทางออกระยะยาว ความขัดแย้งลงลึก กลายเป็นปัญหาโครงสร้างทางวัฒนธรรม ประเพณี เป็นอุดมการณ์พื้นฐานของแต่ละฝ่าย เชื่อว่าจะกระเทือน และมีกาลดทอนอำนาจ ทำลายสถาบัน คู่บ้านคู่เมืองของตน ส่วนอีกฝ่าย ถูกเอารัดเอาเปรียบไม่มีปากมีเสียง การขยายตัวของขั้วรากหญ้า ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ความแตกร้าวทางโครงสร้างจะขยายตัว ทั้งนี้ หากขยายไปในทางอัตลักษณ์ เป็นภาคเหนือ อีสาน กลาง จะยกระดับมิติของปัญหา และวิธีการแก้ไขปัญหา จะเหนื่อยและลำบาก นำไปสู่การแก้ปัญหาไม่ถูกทาง เป็นการเสียหายมาก คือ การแบ่งขั้วไปสู่กองทัพ และศาล เกิดรุนแรงย่อยๆ เปรียบได้กับรัฐประหารย่อยๆ เกิดขึ้น
ความนุรนแรงจะผ่านไปได้ หากพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อไทยยุติให้เกิดการเผชิญหน้าของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง และมุ่งเชิงโครงสร้างและค่านิยมที่ถาวร เสนอปรับความคิดใหม่การปกครองประเทศไทยควรเป็นอย่างไร จะกระจายการพัฒนาท้องถิ่น เศรษฐกิจ เพิ่มเติมหรือไม่ ควรมีการพัฒนาวัฒนธรรมประเพรณีประวัติศาสตร์ให้สมดุล
ความขัดแย้งลุกลามไปถึงการวิจารร์สถาบันกษัตริย์ นักคิด นักวิชาการ ที่ใกล้ชิดราชสำนัก อาทิ นพ.ประเวศ อานันท์ และนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขามูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งถือว่าเป็นความหวัง ของความคิดที่เที่ยงตรงและสร้างสรรค์ ควรผลักดันความรู้การดำรงอยู่ ในโลกยุคข้อมูลข่าวสารอย่างไร และไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการที่สรันสนุนให้สถาบันกษัตริย์ มีอำนาจเหมือนสมมติเทพ มีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งเป็นการย้อนยุค แต่สถาบันต้องเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกสรุปว่า นโยบายประชานิยมแม้จะเป็นเรื่องดี แต่มีจุดทำให้ล้มเหลว ดังนั้น สังคมต้องร่วมกันกดดันวิพากษ์วิจารณ์พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทย ให้ดำเนินการแนวทางดังกล่าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้ เรื่องดังกล่าวควรผลักดันด้วนกลุ่มนักวิชาการทั้งทั่วไป เสื้อเหลือง เสื้อแดง อีกทั้ง ที่สำคัญคือภาคธุรกิจ เนื่องจากอยู่ตรงกลางมากที่สุด มีส่วนได้เสียกับผลประโยชน์บนความขัดแย้ง ควรมีบทบาทชดเชยด้วยการลงทุนสร้างความยุติธรรม บรรยากาศค่าความเป็นประชาธิปไตยให้กว้างขวางที่สุด
ซึ่งสิ่งที่ต้องทำ ทุกฝ่ายต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น ขณะเดียวกันต้องกล้าใช้สิทธิของตัวเอง เช่น ไม่ยอให้ฝ่ายใดทำรุนแรงเกินเหตุ อาทิ ยึดทำเนียบ สนามบินสุวรรณภูมิ ชุมนุมแยกราชประสงค์ การล่มประชุมนานาชาติ เป็นการใช้อำนาจมากเกินไป หากมีการยึดอีกต้องออกมาปกป้องสิทธิ์ และต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อรักษากระบวนการยุติธรรมของประเทศ ส่วนจะมีการนิรโทษกรรมหรือไม่ เป็นเรื่องที่สังคมทั้งหมดต้องร่วมกันพิจารณา
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เชื่อมั่นการสร้างประชาธิปไตยรากหญ้าจริงๆ นอกจากอ้อนวอนขอกลับประเทศ และพ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้นำการตลาดมากว่าประชาธิปไตย ที่มุ่งหวังรากหญ้าให้ซื้อสินค้าของตนเองเป็นประจำ มากกว่าสร้างรากหญ้าเป็นฐานที่มั่นของระบบเศรษฐกิจไทย หรือเป็นขบวนการการเมืองที่มีเป้าหมาย อุดมการณ์การเมืองที่มีความสามารถชี้ทางออกที่เหมาะสมให้สังคมไทยได้ ซึ่งเท่ากับประเทศเราแตกแยก ด่าทอกันเอง ใช้ความรุนแรงต่อกันเพียงเพื่อแก้ปัญหาการซุกหุ้น หนีภาษี ความไม่รู้จักอิ่มในทรัพย์สิน อำนาจของทักษิณเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า กระบวนการเรียกร้องให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในขณะนี้ที่อาจส่งผลต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และการเมืองไทย นายธีรยุทธ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าในอนาคตจะมีการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรงมากขึ้น ดังนั้น สังคมไทยต้องเปิดพื้นที่เสรีภาพในการร่วมกันรับผิดชอบประเทศในมทุกมิติทุกปัญหา ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่เสรีภาพดังกล่าวที่ต้องมีการพูดถึง โดยตนจะสนับสนุนให้มีการพูดหรือวิเคราะห์ปัญหาในทางกว้างขวางขึ้น
โดยเฉพาะเรื่องการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบบเสรีประชาธิปไตย และในโลกาภิวัฒน์ เพื่อเสนอแนะหนทาง ส่วนเรื่องมาตรา 112 นั้น หากพูดในเชิงหลักการ เบื้องต้นอยากให้นักคิดนักวิชาการที่มีความรู้ในเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องสถาบันและการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ มาถกเถียงกันถึงสถานะ บทบาทหน้าที่อำนาจภารกิจให้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ตนจะออกมาพูดในเรื่องนี้โดยเฉพาะอีกครั้งในเร็วๆนี้
“ถ้าเรื่องมาตรา 112 โดยตรงนั้น โดนส่วนตัวผมรู้สึกเป็นปลายทางของการถกเถียง ต้องให้มีการถกในหลักการใหญ่ๆให้ได้ก่อน และปัญหาเหล่านี้จะได้คำตอบ ก่อนอื่นนักกฎหมายต้องช่วยกันนิยามคำว่าพระบรมเดชานุภาพคืออะไร เพราะตอนนี้พูดกันคนละทางทั้งตำรวจ ศาล นักวิชาการ และชาวบ้าน หากไม่รู้ความหมายจะตกลงกันไม่ได้ ดังนั้นการหมิ่นที่ไม่เข้าใจชัดเจนจะถูกตีความหลากหลาย ผมมองเห็นทางหากมองภารกิจหน้าที่ของสถาบันจะรู้ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นอย่างไร และจะไม่ถูกใช้มั่วๆ หรือ ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง” นายธีรยุทธ กล่าว
เมื่อถามถึงหากฝ่ายการเมืองใช้หลักการตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยจะเป็นไปในทิศทางไหน กล่าวว่า ต้องถือว่าน่าผิดหวัง กล่าวรากหญ้าสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ที่มีอำนาจเชิงงบประมาณ หากใช้เพื่อการตื่นตัวในทางอำนาจ การบริหารทรัพยากรท้องถิ่น แต่หากใช้เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ จะเกิดผลเสียที่นักเศรษฐศาสตร์วิจารณ์เรื่องประชานิยม ทำเกิดเงินเฟ้อ และเสียหายต่ออัตราแลกเปลี่ยน
เมื่อถามต่อว่า ด้วยบรรยากาศการเมืองในปัจจุบันจะนำไปสู่การนองเลือดหรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อ เกิดปัญหาเป็นระลอกๆ อย่างในช่วงปลายปีนี้ หากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ก็เชื่อว่าจะมีฝ่ายที่ไม่ยอมร่วมลงประชามติด้วย และจะมีการรวมตัวรณรงค์เพื่อให้เกิดการยอมรับ ซึ่งถึงตอนนั้นรัฐจะไม่สามารถควบคุมได้ สุดท้ายจะมีมวลชนออกมาผลักดันในสิ่งที่ตนสนับสนุน อย่างไรก็ตามไม่คิดว่าจะมีมวลชนออกมาทั้งสองฝ่าย เพราะเชื่อว่าคนเบื่อและอ่อนล้าแล้ว ดังนั้นทุกฝ่ายต้องไม่พยายามผลักดัน ควรให้เวลาช่วยเสาะหาหนทาง เพราะเมื่อเกิดความรุนแรงย่อยๆ สถานการณ์จะไม่หยุด จนหากมีรัฐประหารอีกครั้งประเทศไทยเราจะพังอย่างเด็ดขาด ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องอย่าคิดทำ
ถามต่ออีกว่า เหตุใดจึงมองว่าไม่สามารถเกิดการปรองดองรอมชอมได้ในระยะเวลาอันสั้น นายธีรยุทธ กล่าวว่า หากเป็นความปรองดองที่ระบุว่าให้เขียนนิรโทษกรรมคดีความทั้งหมดที่เกิดจาก คตส. และให้ผ่านรัฐธรรมนูญด้วยการลงประชามติ เชื่อว่าการคัดค้านจะมีพลังพอสมควร เพราะมีปัจจัยที่สะเทือนไปถึงระบบยุติธรรม จากที่หลายคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว หากทำก็เหมือนไปล้มล้างคำพิพากษาของศาล เป็นเรื่องที่มีน้ำหนักความรุนแรงของปัญหา ประการต่อมา หากล้มล้างคดีความได้ ก็ต้องถือว่าเครื่องมือของฝ่ายอนุรักษ์ที่ใช้ในการแก้ปัญหา คือ รัฐประหาร 19 ก.ย.49 เป็นเครื่องมือสุดท้าย และพลังอนุรักษ์นิยมไม่สามารถนำมาใช้ ดังนั้นฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะไม่ยอมในเรื่องนี้แน่นอน
ผู้สื่อข่าวให้ประเมินถึงการทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน นายธีรยุทธ กล่าวว่า มองว่าหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยี่ยมคนต่างจังหวัดบ่อยๆ จะเป็นผลดีต่อคะแนนนิยม เพราะต้องยอมรับว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนที่แต่งตัวสวย ชาวบ้านเห็นแล้วชอบ เช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทั้งคู่เป็นคนที่เป็นคนหนุ่มคนสาว มีการศึกษาดี
“ผมขอเป็นหมอดูทำนายว่า คุณยิ่งลักษณ์จะติดอันดับ 1 ในผู้นำที่แต่งตัวดีที่สุดในโลกในปลายปีนี้ และจะได้คะแนนนิยมเยอะมาก เพราะคนสวยแต่งตัวดียิ้มแย้ม ชาวบ้านจะรักมาก เรียกได้ว่าเป็นยิ่งลักษณ์โฟโต้จีนิกคือ ถ่ายรูปขึ้น ผมให้กำลังใจและสนับสนุนให้ไปเยี่ยมชาวบ้านบ่อยๆจะเป็นผล เพราะคน กทม.ไม่ชอบนายกฯเท่าไร ต้องไปหาฐานที่ต่างจังหวัด ส่วนคุณอภิสิทธิ์ เคยคิดจะตั้งฉายาว่า มาร์คเมาอู้ ที่พูดจนคนเมา จึงอยากแนะนำให้คุณอภิสิทธิ์ปรับแนวทางมาเจาะประเด็นลึกๆมากกว่า และควรที่จะเขียนบทความมากกว่าให้สัมภาษณ์ในประเด็นปลีกย่อยของอีกฝ่าย” นายธีรยุทธ ระบุ







