posttoday
การลงโทษ

การลงโทษ

17 มีนาคม 2555

ผู้คนชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็มีคนตั้งข้อสงสัยขึ้นมาถึงเรื่องการลงโทษ

โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก

ผู้คนชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็มีคนตั้งข้อสงสัยขึ้นมาถึงเรื่องการลงโทษ ว่าการจะลงโทษ หรือไม่ลงโทษ การจะลงโทษหนัก หรือเบา และสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวกับโทษ เช่น การลดโทษ การเพิ่มโทษ การรอการลงโทษไว้นั้น บรรดาองค์กรและองค์การในกระบวนการยุติธรรม แม้กระทั่งรวมไปถึงกฎบทกฎหมายต่างๆ อาศัยอะไรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา และพวกเขาเหล่านั้นใช้อะไรเป็นตัวชี้วัดว่าสิ่งที่พวกเขากำหนดขึ้น หรือตัดสินไปเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม

ฟังแล้วรู้สึกว่าน่าคิดอยู่ไม่น้อย ก็เลยไปหาหนังสือนั้น หนังสือนี้มาลองอ่านดู เผื่อจะได้อะไรดีๆ มาฝากท่านผู้อ่านบ้าง ปรากฏว่าได้ประเด็นที่ชี้ให้เห็นในเรื่องการลงโทษอยู่หลายประเด็น และได้ตัวอย่างวิธีคิดเกี่ยวกับการลงโทษที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังทำให้เกิดการพิจารณาร่วมกันได้

ลองจินตนาการดูว่าเรามีลูกสองคน ลูกชายอายุ 12 ปี ลูกสาวอายุ 10 ขวบ วันหนึ่งให้เจ้าลูกชายไปทุบหลังลูกสาวเข้าให้อั๊กใหญ่ ท่านจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้

คุณพ่อคุณแม่จำนวนหนึ่งอาจจะเลือกที่จะตีลูกชาย อีกจำนวนหนึ่งกักบริเวณ อีกจำนวนหนึ่งอาจจะห้ามลูกชายไม่ให้ทุบตีลูกสาวอีก อีกจำนวนหนึ่งอาจจะห้ามและอธิบายให้ฟังถึงเหตุผลที่จะต้องห้าม และเหตุที่ไม่ควรจะทุบตีน้องด้วย และอีกจำนวนหนึ่งอาจจะบอกว่า หากเขาไม่ทุบตี หรือทำร้ายน้องสาวในทางใดๆ เลยได้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เขาจะได้รางวัล

การสนองตอบต่อการกระทำอันใดของลูกชายถือว่าเหมาะสม หรือดีที่สุด ท่านทั้งหลายอาจจะไม่สามารถตอบได้ในทันที หรือแม้กระทั่งเมื่อมีเวลาคิด ก็อาจจะยังตอบได้ไม่ถนัดนักอยู่ดี เพราะขึ้นอยู่กับว่าท่านจะสร้างจินตภาพให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ อย่างไร

พ่อแม่ก็ย่อมรักลูกด้วยกันทั้งนั้น และก็ไม่อยากจะเห็นลูกของตัวเองเจ็บและไม่อยากจะทำให้ลูกของตัวเองเจ็บด้วย แม้พ่อแม่จะรักลูกยังไงก็ตาม ในบางสถานการณ์ก็อาจจะต้องเลือก เช่น เลือกที่จะทำให้ลูกชายเจ็บ เพื่อที่จะปกป้องคุ้มครองลูกสาว แต่สำหรับพ่อแม่ขี้โมโหบางคนก็เลือกที่จะจัดการสถานการณ์เช่นนั้นด้วยวิธีการลงโทษลูกชาย ด้วยการทำให้เขาเจ็บ หรือด้วยการดุว่า หรือด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งอาจจะทำจนบ่อยเกินไปอีก ซึ่งก็อาจจะไปก่อให้เกิดความขุ่นเคือง หรือการตอบโต้จากลูกชาย

ถ้าเราเปลี่ยนจากสถานะของการเป็นพ่อเป็นแม่มาเป็นรัฐ การจะลงโทษใครอาจจะตัดสินใจยากยิ่งกว่าการเป็นพ่อเป็นแม่ ในกรณีของการลงโทษลูกชาย แน่นอนพ่อแม่ทั้งหลายก็ย่อมจะรักลูกชายของตัวเอง แต่คงจะไม่มีรัฐใดที่รักชอบผู้กระทำความผิด ยิ่งไปกว่านั้น รัฐอาจจะไม่ได้กังวลสนใจอะไรต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำความผิด เช่น ที่พ่อแม่จะกังวลสนใจต่อลูกสาวด้วยซ้ำไป ดังนั้นเราก็อาจจะพบว่ารัฐบางรัฐจะเข้มงวดและลงโทษรุนแรงไป ในขณะที่รัฐบางรัฐอาจจะผ่อนปรนและลงโทษเบาไป

ยิ่งไปกว่านั้น ความซับซ้อนของความเป็นรัฐอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องการลงโทษขึ้นมาได้ พ่อแม่อาจจะสามารถลงโทษลูกๆ ได้อย่างฉับพลัน และอาจจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย แต่คงจะเป็นไปได้ยากมากสำหรับรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐสมัยใหม่ ที่จะสามารถลงโทษได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งพวกเราทั้งหลายคงจะหวังว่า รัฐจะสามารถกระทำได้ การเป็นเช่นนี้ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในการลงโทษและรวมไปถึงการก่อให้เกิดการลดน้อยถอยลงของประสิทธิภาพของการลงโทษด้วย ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่าเราจะลงโทษอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และสมแก่ราคาค่างวดที่จะต้องจ่ายไปด้วย

เมื่อเราพิจารณาการลงโทษภายใต้กฎหมาย เราก็จะพบประเด็นปัญหาตามมาอีกมาก เมื่อเราพิจารณากฎหมาย เราจะพบว่ากฎหมายนั้นจะต้องตราเป็นการทั่วไป หรือใช้เป็นการทั่วไป กฎหมายอาญาก็เป็นเช่นนั้น ที่จะต้องตรา และใช้เป็นการทั่วไป ซึ่งการกระทำการ หรืองดเว้นกระทำ การใดๆ จะถูกกำหนดเอาไว้ว่าจะต้องถูกลงโทษเช่นไร หากกลายเป็นสิ่งที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด

แม้ว่าเมื่อพิจารณาเป็นการทั่วไปแล้ว การกำหนดอัตราโทษเป็นการทั่วไปนั้น อาจจะถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับการกระทำการ หรืองดเว้นกระทำการอันเป็นความผิด ในกรณีทั่วไป แต่เมื่อพิจารณากรณีเฉพาะเรื่อง หรือเฉพาะกรณีใดกรณีหนึ่ง เราก็อาจจะพบว่าการใช้อัตราโทษที่กำหนดโดยทั่วไปนั้นอาจจะรุนแรงไป หรือเบาไปสำหรับการกระทำการ หรืองดเว้นกระทำการนั้นๆ

ทางออกอาจจะกลายเป็นว่าเราจะต้องพิจารณากำหนดโทษในแต่ละเรื่องเป็นคราวๆ ไป นั่นคือการกำหนดโทษต่อการกระทำความผิดเป็นเรื่องปัจเจกที่จะต้องกระทำต่อแต่ละเรื่องแตกต่างกันไป และกระทำเป็นการเฉพาะเรื่องนั้นๆ ไป ซึ่งหากกระทำเช่นนั้นจริง ก็จะส่งผลให้ผู้คนไม่อาจจะทราบได้ว่าต่อการกระทำการ หรืองดเว้นกระทำการใดๆ ของตัวเองในแต่ละเรื่องนั้น ตัวเองจะได้รับการปฏิบัติต่ออย่างไร แถมไม่พอการเปิดช่องไว้เช่นนี้ ย่อมเป็นการเปิดให้ผู้ที่จะทำการตัดสิน ซึ่งสมมติว่าเป็นผู้พิพากษาก็จะต้องใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา อันอาจจะทำให้การใช้ดุลพินิจดังกล่าว กลายเป็นเรื่องตั้งอยู่บนอคติได้

เราอาจจะไม่มีทางเลือกมากนัก ดังนั้นในการกำหนดโทษ หรือการลงโทษในรัฐ เราอาจจะต้องกำหนดเป็นการทั่วไป โดยมีกฎ มีการระบุความผิด และมีการตราโทษเป็นการทั่วไป แม้ว่าการบัญญัติเป็นการทั่วไปเช่นนั้น อาจจะทำให้เกิดการตัดสินโดยไม่อยู่ในลู่ในทางอันเหมาะควรบ้างก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการรุนแรงไป หรือเบาไป

แล้วเราจะใช้กฎอะไรในการลงโทษ

เราคงจะต้องมาพิจารณากันในหลายประเด็นก่อนที่เราจะสามารถระบุได้ชัดเจนว่าเราจะบริหาร และจัดการเรื่องการลงโทษอย่างไร เช่น เราจะต้องพิจารณาว่าใครควรจะเป็นผู้ลงโทษ แล้วจะลงโทษเพราะอะไร จะลงโทษใคร จะลงโทษมากน้อยเพียงไร แล้วจะลงโทษอย่างไร

ประเด็นเหล่านี้เมื่อพิจารณาในเชิงเป็นคำถามคำตอบ เราอาจจะได้ข้อสรุปว่า การลงโทษควรจะมีกฎอย่างไร ซึ่งวันนี้เราคงจะยังไม่ได้ข้อสรุปอันนั้น หรือวันอื่นๆ ที่จะได้คุยกันอีกก็อาจจะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ตายตัว หากแต่เพียงหวังว่าเราจะได้ข้อสรุปที่จะสามารถนำมาใช้กับสังคมได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ โดยสามารถที่จะปรับเปลี่ยนในแต่ละช่วงระยะเวลาให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอได้ก็แล้วกัน

วันนี้จุดประกายความคิดกันไว้เท่านี้ วันหน้ามาคุยกันในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการลงโทษกันต่อนะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท