
แขวนชีวิตคนกรุงบนเส้นด้ายเสี่ยงสยองตึกสูงไฟไหม้
ไฟไหม้ฟางวัวหายล้อมคอกบทเรียนซ้ำซากไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาเช้าชามเย็นชาม...
โดย...อาทิตย์ เคนมี
ไฟไหม้ฟางวัวหายล้อมคอกบทเรียนซ้ำซากไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาเช้าชามเย็นชาม... คือนิยามการทำงานของข้าราชการไทยในแวดวงวิศวกรรมโยธากับการแก้ปัญหาภัยพิบัติจากอาคารเสี่ยง
แทบทุกครั้งที่หน่วยงานรัฐลุกขึ้นเต้นกระวีกระวาดก็ต่อเมื่อเกิดเหตุสะเทือนขวัญ หรือไม่ก็เกิดโศกนาฏกรรมหมู่ขึ้นก่อนจึงจะสำเหนียก
ต้นฤดูร้อน 2555 คนกรุงต้องอกสั่นขวัญแขวนกับเหตุการณ์ระทึกอย่างต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่เหตุเพลิงพิโรธที่อาคารฟิโก้ เพลส ย่านอโศก ในวันที่อากาศร้อนระอุเดือด โชคดีที่ไม่มีพนักงานออฟฟิศรายใดต้องสังเวยชีวิตกับเหตุการณ์นี้ เพราะพากันวิ่งหนีตายออกมาได้
ถัดมาไม่นานก็เกิดอัคคีภัยเขย่าขวัญที่โรงแรมแกรนด์ ปาร์ค อเวนิว ซอยสุขุมวิท 22 ส่งผลให้ชาวต่างชาติเสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีกนับสิบ
แน่นอนว่า ผู้ที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงความรับผิดชอบได้ก็คือ องค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะผู้ถือกฎหมาย และภาคเอกชนเจ้าของอาคาร ในฐานะที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ทว่าสุดท้ายแล้ว...กฎแห่งความปลอดภัยใดๆ ก็ตาม ก็มักจะมีรูรั่วเสมอ
ชัดเจนที่สุดคือ เหตุการณ์ย่างสด “ซานติก้า” ซึ่งล่าสุดเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้ กทม. จ่ายเงินเยียวยาแก่เหยื่อเพลิงนรก โทษฐานละเลยต่อหน้าที่ ไม่ตรวจสอบควบคุมระบบป้องกันและบรรเทาอัคคีภัยของอาคารสถานบริการตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ทั้งที่เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. โดยตรง
เช่นเดียวกับกรณีที่ศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ให้ผู้ว่าฯ กทม. และผู้อำนวยการเขตปทุมวัน สั่งรื้อถอนโรงแรม ดิ เอทัส ที่ผุดขึ้นในซอยร่วมฤดี หลังจากประชาชนรวมตัวกันฟ้องร้องว่าการก่อสร้างมีความไม่ชอบมาพากล เพราะตัวอาคารสูงใหญ่เกินกว่ากฎหมายกำหนดและมีซอยกว้างไม่ถึง 10 เมตร จนกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่หน่วยงานรัฐถูกประจานถึงความชุ่ยในการอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารอย่างผิดหลักเกณฑ์ เพราะหากเกิดเหตุไฟไหม้ฉุกเฉิน อาจเป็นอุปสรรคของรถดับเพลิงในการเข้าถึงพื้นที่ กรณีตัวอย่างข้างต้นที่ยกขึ้นมานี้ สะท้อนชัดว่าหน่วยงานรัฐบกพร่องอย่างไม่น่าให้อภัย และไม่อาจเป็นที่ไว้วางใจแก่ประชาชนได้ เพราะไม่รู้ว่าวันดีคืนดีเศษชิ้นส่วนของตึกระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ทั่วกรุงจะหล่นลงมาทับศีรษะใครหรือไม่ และตึกสวยหรูที่เห็นอยู่ทั่วไปนั้น แท้จริงแล้วมีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดจริงหรือ
เมื่อความจริงถูกเปิดเผยในภายหลังว่า ตึกฟิโก้ เพลส ไม่มีระบบทางหนีไฟที่ได้มาตรฐาน และรอบตัวอาคารยังไม่มีจุดจอดรถดับเพลิง ขณะที่โรงแรมแกรนด์ ปาร์ค อเวนิว คาดว่ามีการดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยทั้งสองอาคารดังกล่าวไม่มีระบบฉีดน้ำสปริงเคลอร์ ทำให้ไม่สามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้
ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหาร กทม.จึงตั้งธงในการแก้ปัญหาอัคคีภัยในอาคารสูงว่า หลังจากนี้จะต้องแก้ไขกฎหมายให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยจะหาแนวทางแก้ไขข้อบัญญัติ กทม. หรือกฎกระทรวง เพื่อบีบให้อาคารสูงทุกแห่งที่สร้างขึ้นก่อน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ต้องติดตั้ง “ระบบสปริงเคลอร์”
นอกจากนี้ กทม.อาจกำหนดมาตรการเพิ่มเติม เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมกับเจ้าของอาคารที่ยังไม่ได้ปรับปรุง การติดป้ายรับรองอาคารที่ปลอดภัย รวมทั้งติดป้ายประจานอาคารเสี่ยง
ท่ามกลางความสับสนมึนงงของบรรดาเจ้าของอาคารเกี่ยวกับมาตรการใหม่ที่จะถูกบังคับใช้ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงออกมาร่วมแสดงทัศนะในมุมมองวิชาชีพสถาปัตยกรรม โดยเสนอว่า มาตรการทั้งหลายที่ กทม.ผุดไอเดียขึ้นมานั้น อาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่จริง
ทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ระบุว่า สปริงเคลอร์ถือเป็นระบบควบคุมอัคคีภัยที่ดี เพราะสามารถยับยั้งไม่ให้เปลวไฟลุกลามไปยังจุดอื่น แต่ในทางปฏิบัติแล้วทำได้ยาก เพราะผู้ประกอบการต้องใช้เงินลงทุนสูงในการปรับปรุงแก้ไข อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1015 ล้านบาท อีกทั้งต้องหาพื้นที่ในการวางถังน้ำสำรองไม่ต่ำกว่า 200 ลิตร ซึ่งน้ำหนักค่อนข้างมาก และเป็นข้อจำกัดของอาคารเก่า
“ยังมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าและสามารถทำได้ทันที คือ การปรับปรุงระบบทางหนีไฟให้มีอย่างน้อย 2 แห่งในอาคาร เพื่ออพยพคนไปยังที่ปลอดภัย ซึ่งบันไดหนีไฟที่มีประสิทธิภาพจะต้องเป็นระบบปิดล้อมมิดชิด ไม่ให้เขม่าควันไฟและมวลความร้อนแผ่เข้าไปในระบบได้ ส่วนประตูหนีไฟต้องทำด้วยวัสดุทนความร้อน ที่สำคัญทางเดินหนีไฟต้องไม่มีปลายตัน และควรมีระยะทางไม่ไกลเกินกว่า 10 เมตร ซึ่งจะสามารถหน่วงสถานการณ์ได้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง” ทวีจิตร กล่าว
นอกจากนี้ ตัวอาคารควรออกแบบให้มีพื้นที่แนวป้องกันไฟ เพื่อจำกัดวงไม่ให้เปลวไฟและควันลุกลามไปสู่พื้นที่ส่วนอื่นๆ รวมทั้งกำหนดให้ใช้วัสดุทนไฟเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามได้ง่าย
ด้าน สุพินท์ เรียนศรีวิไล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาคาร สมาคมสถาปนิกสยามฯ กล่าวว่า กทม.ไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร เพื่อให้ครอบคลุมถึงอาคารเก่า เพราะสามารถใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 47 ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการเข้าไปตรวจสอบที่ต้องสัยว่าไม่ปลอดภัยและสั่งการให้เจ้าของอาคารปรับปรุงแก้ไขได้ โดยที่ กทม.ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่แต่อย่างใด
สุพินท์ บอกอีกว่า การที่ กทม.อ้างว่ากำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอในการเข้าตรวจสอบอาคาร อาจไม่ใช่เหตุผลสำคัญ เพราะเจ้าของอาคารสามารถเรียกใช้บริการจาก “ผู้ตรวจอาคาร” ที่ได้รับใบอนุญาตและขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีอยู่จำนวนเกือบ 3,000 คน
“ที่จริงแล้วตามกฎหมายยังมีข้อกำหนดไว้ว่า เจ้าของอาคารจะต้องส่งรายงานผลการตรวจสอบอาคารทุกๆ 5 ปี รวมถึงต้องมีการตรวจอาคารประจำปี ซึ่งจะต้องจับตาดูว่าภายในเดือน ต.ค.นี้ อาคารชุดและอพาร์ตเมนต์ขนาด 2,000-5,000 ตารางเมตร ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศนับหมื่นๆ แห่ง จะส่งรายงานสักกี่ราย” สุพินท์ กล่าว
สุพินท์ บอกว่า สำหรับอาคารใหม่ที่สร้างขึ้นหลังมี พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ถือว่าค่อนข้างน่าเชื่อถือในระบบความปลอดภัย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ อาคารที่สูงไม่เกิน 23 เมตร ซึ่งไม่เข้าข่ายการควบคุมตามกฎหมาย อาจเล็ดลอดการตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม สุพินท์ มองว่า นอกจากการบังคับใช้กฎหมายให้เคร่งครัดแล้ว องค์กรปกครองท้องถิ่นควรมีมาตรการส่งเสริมภาคเอกชนให้ปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัยด้วยการจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือใช้มาตรการจูงใจด้านภาษีและการประกันภัยด้วย
ขณะที่ พ.ต.ท.บัณฑิต ประดับสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัย สมาคมสถาปนิกสยามฯ กล่าวว่า ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย เพราะกฎหมายที่มีอยู่ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่สำคัญอยู่ที่ตัวผู้บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งปล่อยปละละเลยและไม่มีการตรวจสอบอาคารอย่างทั่วถึง
“กฎหมายไม่ได้ล้มเหลว แต่ถามว่าทุกวันนี้เจ้าหน้าที่เคยออกไปสุ่มตรวจอาคารบ้างหรือไม่ เพราะผลการตรวจโรงแรมแกรนด์ ปาร์ค อเวนิว ก็ยังพบว่ามีการต่อเติมอาคารผิดแบบ” พ.ต.ท.บัณฑิต กล่าว
บทเรียนจากเพลิงพิโรธกลางกรุงในต้นฤดูร้อนปีนี้ เป็นอุทาหรณ์ที่ทุกฝ่ายต้องสร้างความตระหนัก หากไม่แก้ไขจริงจัง ไฟไหม้ทุกครั้งก็จะเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง







