
ต้องโปร่งใส
กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เสนอมาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย 4 ข้อ ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าหลังการประชุม ไม่มีรัฐมนตรีหรือทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใดออกมาแถลงเรื่องนี้เลย กระทั่งสื่อมวลชนได้นำเสนอกันออกมา
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 1.มาตรการพัฒนาระบบกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุของรัฐให้เป็นมาตรฐานกลาง
2.มาตรการเสริมสร้างความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ 3.มาตรการเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินของ ครม. และ 4.มาตรการป้องกันข้าราชการประจำผู้มีอิทธิพลมิให้เข้าไปครอบงำการตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของฝ่ายข้าราชการประจำ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในมาตรการเสริมสร้างความโปร่งใสในการ บริหารราชการแผ่นดินของ ครม. ได้ระบุว่า กรณีมีประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารราชการของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ว่าเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะแบบสองมาตรฐานในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง เครือญาติ หรือพวกพ้อง อย่างไม่เป็นธรรม ครม.ควรมอบหมายหน่วยงานทางกฎหมาย ร่วมกับองค์กรทางวิชาการ หรือองค์กรที่มีความเป็นกลางจัดให้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริงที่สามารถเปิดเผยได้
ทั้งนี้ หากรัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ จะเป็นส่วนในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลด้านภาพลักษณ์ความโปร่งใส โดยเฉพาะด้านการทุจริตคอร์รัปชันได้เป็นอย่างมาก
ฉะนั้น การเพิกเฉยไม่แถลงเรื่องดังกล่าวให้สาธารณะได้รับทราบ จะด้วยเจตนาปกปิดหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล เพราะอาจทำให้ถูกมองได้ว่าไม่เอาจริงเอาจังต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน หรือมีเจตนาที่จะแสวงหาผลประโยชน์
ยิ่งเป็นมาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย หรือรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกกล่าวหาเรื่องนี้มาตลอด ก็ยิ่งจะทำให้รัฐบาลถูกมองในเชิงลบตลอดไป
ทางที่ดีรัฐบาลต้องแถลงเร่งรีบนำข้อเสนอของ ป.ป.ช.ดังกล่าว มาเป็นนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือเป็นแนวทางในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะต้องเผชิญกับข้อกล่าวหานี้ตลอดไป







