
เมียร่มเกล้าชนดีเอสไอถามเหตุผลคดีพลิก
เมียร่มเกล้าดับเครื่องชน “ดีเอสไอ”ถามเหตุผลพลิกคดีชายชุดดำไม่เกี่ยวข้องนปช. วอนดีเอสไอทบทวนน้ำลายตัวเอง แจงบ้านเมืองไม่ปกติต้องเข้าทวงความยุติธรรมให้สามี
เมียร่มเกล้าดับเครื่องชน “ดีเอสไอ”ถามเหตุผลพลิกคดีชายชุดดำไม่เกี่ยวข้องนปช. วอนดีเอสไอทบทวนน้ำลายตัวเอง แจงบ้านเมืองไม่ปกติต้องเข้าทวงความยุติธรรมให้สามี
นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ได้เขียนข้อความลงในเฟสบุ๊ค หลังจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้ออกมาระบุว่า คดีการเสียชีวิตของพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรรม ไม่มีความคืบหน้า และดีเอสไอ ได้จัดให้การเสียชีวิต ของพลเอกร่มเกล้า อยู่ในกลุ่มของการเสียชีวิตที่นาเชื่อว่ามาจากการกระทำของผู้ที่ไม่ได้ร่วมชุมนุม คือ กลุ่มชายชุดดำ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ออกมาระบุว่า การเสียชีวิตของพล.อ.ร่มเกล้า มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยผู้กระทำความผิดฐานก่อการร้าย
นางนิชา ระบุว่า ตลอด 2 ปีหลังจากพล.อ.ร่มเกล้าเสียชีวิต ตนไม่ได้ทวงถามความคืบหน้าของคดีเพราะเชื่อมั่นในการทำคดีของดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะให้ความยุติธรรมได้ แต่เมื่อสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองในวันนี้อยู่ในสภาวะไม่ปรกติ มีอุปสรรคขัดขวางที่ทำให้ความยุติธรรมเดินเข้ามาหาเราเองโดยง่ายไม่ได้ จึงต้องเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทวงถามหาความยุติธรรม แม้ว่าเมื่อวันที่ 13 มค.ที่ผ่านมาจะได้โทรสารเอกสารสรุปข้อเท็จจริงคดีพิเศษที่ 61/2553 จากพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รั.ฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ชี้แจงกรณีการเสียชีวิตของพล.อ.ร่มเกล้า สั้นๆ ว่า คดีอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ขณะนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะทราบตัวคนร้ายในคดีนี้
"ต้นปี 2554 ดีเอสไอ สรุปว่าคดี พล.อ.ร่มเกล้าอยู่ในกลุ่มที่ 1 คือ เสียชีวิตจากการกระทำของ นปช. แต่พอถึงต้นปี 2555กลับบอกว่ายังไม่มีพยานหลักฐานใดๆ ที่จะทราบตัวคนร้ายในคดีนี้ จึงรู้สึกงงมาก และพอเห็นข่าวยิ่งเศร้าใจ เพราะมีการเปลี่ยนตัวผู้กระทำผิดว่าไม่ใช่กลุ่มผู้ชุมนุมแต่เป็นชายชุดดำไปแล้ว ไม่ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขการจัดกลุ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมทิศทางคดีจึงเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้ จึงอยากให้ดีเอสไอ และท่านผู้เกี่ยวข้องได้ทบทวนอ่านสิ่งที่เคยแถลงไว้เอง และช่วยอธิบายแก่สังคมด้วย”นางนิชา ระบุข้อความในเฟสบุ๊ค
นางนิชา กล่าวอีกว่า หากจะให้พูดกี่ครั้งก็ขอยืนยันว่า การเยียวยาและการนิรโทษกรรม มิอาจนำไปสู่ความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติได้ แต่จำเป็นต้องเดินไปควบคู่กับการค้นหาข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม







