
โมเดล'ผานิต'รัฐทุ่ม2.3หมื่นล. สู่ระบบมาตรฐานเดียว
2 มี.ค. 2554 ประสิทธิ์ จงอัศญากุล ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ค้าและบริการเครื่องอุปโภคบริโภค
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
2 มี.ค. 2554 ประสิทธิ์ จงอัศญากุล ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ค้าและบริการเครื่องอุปโภคบริโภค ร้องต่อ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประเด็นสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เก็บเงินสมทบค่ารักษาพยาบาลจากผู้ประกันตนในอัตรา 0.88% ต่อเดือน ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ว่าด้วยความเสมอภาคในการรับบริการสาธารณสุขจากภาครัฐ หรือไม่
ท่ามกลางการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกแผงของ สปส.ตลอดปีเศษที่ผ่านมาผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่หลังม่าน ... คำถามยังรอคำตอบ
“ตอนนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความออกมาแล้ว แต่เรื่องยังค้างคาอยู่ที่สำนักงานผู้ตรวจฯ คงต้องเร่งกระบวนการเพื่อให้ได้ข้อสรุปให้เร็วที่สุด” คือคำยืนยันจาก ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผาณิต ฉายภาพการทำงานที่ผ่านมาว่า ได้สั่งการให้กระทรวงแรงงาน ในฐานะต้นสังกัด สปส.กลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นนั่นเพราะมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องรวม 2 กองทุนสุขภาพ คือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ สปส.เข้าด้วยกัน แต่ทว่าตลอด 910 ปีที่ผ่านมา กลับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“ปัญหาของผู้ร้องคือเป็นผู้ประกันตนและต้องจ่ายสมทบให้กับ สปส.ทุกเดือน แต่กลับพบว่า สปสช.ซึ่งให้การรักษาฟรีให้สิทธิประโยชน์เหนือกว่า
“ขณะนี้ สปส.ต้องดูแลทุกอย่างทั้งสวัสดิการทางสังคมและการรักษาพยาบาล ถามว่าตามหลักการแล้วเหตุใดจึงไม่โอนเรื่องรักษาพยาบาลให้ สปสช.ดูแลแทน”
ผาณิต เห็นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ภาครัฐจัดบริการด้านสาธารณสุขให้กับประชาชนอย่างเสมอหน้าแล้ว รัฐบาลก็ควรจัดชุดสิทธิประโยชน์ตาม “มาตรฐานขั้นพื้นฐาน” สำหรับ 3 กองทุนสุขภาพ (รวมถึงสวัสดิการข้าราชการ) เพื่อให้เป็นไปตามหลักการระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว
“เมื่อมีมาตรฐานขั้นพื้นฐานแล้ว หากกองทุนใดจะเก็บเงินเพิ่มก็ต้องตอบให้ได้ว่าจะให้สิทธิประโยชน์เหนือกว่ามาตรฐานขั้นพื้นฐานอย่างไร ถ้าสูงกว่าก็เชื่อว่าประชาชนจะยอมจ่าย”
สำหรับปัญหาที่ทำให้ 2 กองทุนไม่สามารถรวมกันได้คือ เม็ดเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ประกันตนร่วม 10 ล้านคน จำนวน 2.3 หมื่นล้านบาท ผาณิต เสนอว่า หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจริง ควรจะตั้งงบประมาณก้อนใหม่ (2.3 หมื่นล้านบาท) เพิ่มให้กับสปสช. ซึ่งจะทำให้ สปสช.ไม่ต้องไปเรียกคืนเงินจาก สปส.
“มันเหมือนอ้อยเข้าปากช้างไปแล้วจะให้คายออกมาคงยาก เงินจำนวนนั้นควรทิ้งไว้ที่ สปส.เพื่อพัฒนาสวัสดิการสังคมด้านอื่นต่อไป ซึ่งเป็นไปในลักษณะ วินวิน”
อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรายนี้ย้ำว่า รัฐบาลควรจ่ายอุดหนุน 2.3 หมื่นล้านบาท แก่ สปสช.ซึ่งถือว่าคุ้มค่าและไม่ควรคิดว่าจะเป็นภาระงบประมาณนั่นเพราะรัฐต้องยึดประชาชนเป็นหลัก หน่วยงานของรัฐต้องให้บริการประชาชน และที่ผ่านมายังพบว่าภาครัฐได้จ่ายเงินในส่วนที่ไม่ใช่เรื่องส่วนรวมบ้างเหมือนกัน
“มั่นใจว่าถ้ามีหลักคิดเช่นนี้ ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย โดยขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ส่งสัญญาณเรื่องระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีมาก
“ทว่ามันก็ทำให้ย้อนกลับมาในจุดเริ่มต้นอีกครั้งว่า เมื่อมีมาตรฐานเดียวกันแล้ว ยังจำเป็นต้องเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลจากประชาชนอีกหรือไม่”







