
ร้องธปท.ลดดอกบัตรเครดิต
ให้เหลือ15%ตามกฎหมายแพ่งขอลดส่วนต่างดอกเบี้ยให้แคบลง
ให้เหลือ15%ตามกฎหมายแพ่งขอลดส่วนต่างดอกเบี้ยให้แคบลง
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเรียกร้องรัฐบาลและ ธปท. ให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่เกิน 15% ส่วนต่างดอกเบี้ยกู้และฝากไม่ควรห่างถึง 6% และควรมีกฎหมายทวงหนี้เป็นธรรม
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2550-2554 มูลนิธิได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับบริการทางการเงินที่ไม่เป็นธรรมจากประชาชนมากเป็นอันดับแรกของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
องค์การสากลในการดูแลสิทธิผู้บริโภคจึงได้กำหนดวาระให้เน้นดูแลสิทธิผู้บริโภคในเรื่องปัญหาการเงิน รวมถึงผลการศึกษาเกี่ยวกับนโยบายภาครัฐในการแก้ไขความไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับดอกเบี้ย บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ยังพบว่าปัญหาไม่ลดลง จึงขอเสนอเรียกร้องให้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการตามข้อเสนอ 3 ข้อ คือ
ลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตในปัจจุบันที่ 20% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปของธนาคารพาณิชย์ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 7-8% อยู่ถึง 3 เท่า ควรให้ลดลงเหลือไม่เกิน 15% ตามข้อกำหนดของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่อนุญาตให้สถาบันการเงินเก็บดอกเบี้ยได้ เพราะการเก็บในอัตรา20%แม้จะเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน แต่ผู้ประกอกบารผลักภาระความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมาให้ผู้บริโภครับแทนในรูปดอกเบี้ยมากเกินไป สถาบันการเงินควรรับความเสี่ยงด้วยไม่ใช่ผลักมาให้ผู้บริโภคทั้งหมดเช่นนี้
การคิดดอกเบี้ยส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไทยห่างกันถึง 6% แต่ต่างประเทศห่างเพียง 2.5% หรือค่าธรรมเนียมบริการผ่านตู้เอทีเอ็มที่ใช้ระบบออนไลน์อยู่บนเทคโนโลยีตัวเดียวกัน แต่คิดว่าค่าธรรมเนียมจุกจิกกับผู้บริโภค ก็ควรกลับมาดูให้เป็นธรรม สมเหตุสมผลกับต้นทุน
รัฐบาลและ ธปท.ควรปรับปรุงการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรมใหม่ ให้มีกฎหมายออกมาบังคับใช้ที่ชัดเจน มีสถานะในการปฏิบัติและบังคับใช้ได้จริง เพราะแนวทางปฏิบัติในการทวงหนี้ตามประกาศของ ธปท. ในปัจจุบันไม่มีสถานะบังคับทางกฎหมายในการปฏิบัติตาม ทำให้ปัญหาการทวงหนี้ยังเป็นปัญหาไม่ลดลงเช่นเดิม
“ตัวอย่างเช่น ลูกเป็นหนี้ แต่เจ้าหนี้ยังสามารถบังคับเอากับพ่อและแม่ได้ ทั้งที่ตามหลักทำไม่ได้” น.ส.สารี กล่าว







