posttoday
จีนหนีไม่พ้น'ฮาร์ดแลนดิง''ปฏิรูปศก.'คือทางรอด

จีนหนีไม่พ้น'ฮาร์ดแลนดิง''ปฏิรูปศก.'คือทางรอด

16 มีนาคม 2555

ถือเป็นประเด็นสำคัญที่บรรดานักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก ต่างให้ความสำคัญและจับตามองเป็นพิเศษ

โดย...ลภัสรดา ภูศรี

ถือเป็นประเด็นสำคัญที่บรรดานักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก ต่างให้ความสำคัญและจับตามองเป็นพิเศษ กับชีพจรทางเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจแห่งตะวันออกอย่าง “จีน” ว่ากำลังอยู่ในขั้นวิกฤตมากหรือน้อยเพียงใด

เพราะเมื่อใดที่เศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่อย่างจีนต้องทรุดฮวบ ก็เท่ากับเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบางมากขึ้นเท่านั้น

แต่แล้วสิ่งที่นักลงทุนต่างหวาดกลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้น เมื่อจีนประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียและอันดับสองของโลก ก็ไม่สามารถฝ่าแรงมรสุมและรอดพ้นจากวิกฤตหนี้สาธารณะจากฝั่งยุโรป หรือภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐได้เสียแล้ว

เพราะหากพิจารณาจากบรรดาตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีน ต่างบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า จีนได้ดำดิ่งเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง หรือ ฮาร์ดแลนดิง เรียบร้อยแล้ว

ไล่กันไปตั้งแต่ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของจีนในเดือน ก.พ. ได้ปรับตัวลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนเหลืออยู่ที่เพียง 7,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.31 แสนล้านบาท) ซึ่งถือว่าปรับตัวลดลง 4 เดือนติดต่อกัน อันเป็นผลมาจากนักลงทุนจากสหภาพยุโรปและสหรัฐประสบวิกฤตหนี้ในภูมิภาคจึงลดการลงทุนในจีนลง

ในขณะที่ตัวเลขผลผลิตของโรงงานจีนในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ชะลอตัวอยู่ที่เพียง 11.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 และต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ที่ 12.3%

จีนหนีไม่พ้น'ฮาร์ดแลนดิง''ปฏิรูปศก.'คือทางรอด

นอกจากนี้ ยอดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ซึ่งคิดเป็น 54% ของผลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2554 ขยายตัวช้าลงอยู่ที่ 21.5% ในช่วง 2 เดือนแรกของปีจาก 23.8% เมื่อเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่สิ้นปี 2545

เช่นเดียวกับยอดค้าปลีกในเดือน ม.ค. และ ก.พ. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 14.7% ซึ่งน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตถึง 17.5%

ขณะที่ยอดขาดดุลการค้าจีนในเดือน ก.พ. ยังพุ่งสูงสุดทุบสถิติในรอบ 20 ปีอยู่ที่ 3.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.45 แสนล้านบาท) หลังการนำเข้าของจีนพุ่งพรวดขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 40% ในขณะที่ภาคการส่งออกขยายตัวเพียงครึ่งเดียวของการนำเข้าเท่านั้น โดยขยายตัวอยู่ที่ 18.4% ซึ่งลดลง 0.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ตัวเลขทางเศรษฐกิจจีนทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่จะสุมไฟให้เศรษฐกิจจีนต้องวอดวาย จนเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“เราควรเลิกถกเถียงกันได้แล้วว่า จีนจะเข้าสู่ภาวะฮาร์ดแลนดิงหรือไม่ เพราะว่าเศรษฐกิจจีนขณะนี้อยู่ในสภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงเรียบร้อยแล้ว และนี่คือความจริง” เอเดรียน โมวัต หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์ของเจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค ประจำภูมิภาคเอเชียและตลาดเกิดใหม่ กล่าว พร้อมชี้ว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจจีน เช่น ยอดขายรถยนต์ ยอดการผลิตปูนซีเมนต์ ยอดการผลิตเหล็กกล้า หรือแม้แต่หุ้นภาคการก่อสร้าง ก็ล้วนปรับตัวลดลงแทบทั้งสิ้น

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นบรรดาผู้กำหนดนโยบายของจีนกำลังหัวหมุน เร่งเดินเครื่องผ่อนปรนนโยบายทางการเงินอันเข้มงวด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

ดังที่เห็นจากล่าสุดที่นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ของจีน ออกมาประกาศลั่นระหว่างปิดการประชุมสภาประชาชนประจำปี ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งสุดท้ายก่อนอำลาตำแหน่งในปลายปีนี้ว่า ค่าเงินหยวนของจีนใกล้อยู่ในระดับสมดุลแล้ว

เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐและยุโรปอย่างกลายๆ ว่า จีนจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลงอย่างเต็มที่ และจะไม่ปล่อยลอยตัวค่าเงินหยวนอีกต่อไป แม้ว่าสหรัฐได้พยายามกดดันและวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างรุนแรงมาโดยตลอดว่า จีนกดค่าเงินหยวนให้อ่อนค่ากว่าความเป็นจริงในกลไกตลาดเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อภาคส่งออกของตัวเอง

“จีนให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงค่าเงินให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น แต่สุดท้ายจีนอาจจำเป็นต้องเลือกดำเนินนโยบายเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังปั่นป่วนในขณะนี้” เวิน กล่าว พร้อมยอมรับว่า แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ คือ จีนต้องลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังต่างประเทศ และหันมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศแทน

กล่าวได้ว่า พญามังกรได้เดินทางมาถึงทางสองแพร่งที่ต้องตัดสินใจเลือกแล้วว่า จะเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนรูปแบบที่เคยแต่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก มาสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักตามรอยสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม จันดรัน แนร์ ประธานคณะผู้บริหารสถาบันโกลบอล อินสทิทูท ฟอร์ ทูมอร์โร มองว่า แม้ว่าจีนสามารถหันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบเหมือนดังชาติตะวันตกได้จริง ก็อาจยังไม่สามารถแก้ปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนได้อย่างตรงจุดอยู่ดี

หนึ่งอุปสรรคสำคัญที่เห็นได้ชัด คือ ชาวจีนถือเป็นชาติที่มีวินัยในการอดออมเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากรัฐบาลจีนต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศด้วยการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ รัฐบาลจีนจำเป็นต้องดัดนิสัยการอดออมของชาวจีนที่ฝังรากลึกมาอย่างช้านาน ให้หันมาเริ่มจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้นให้ได้เสียก่อน

หากวิเคราะห์ดูจากสัดส่วนการบริโภคภายในประเทศของจีน จะเห็นได้ว่า มีเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพียง 37% เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่ที่การบริโภคในประเทศมีสัดส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 50%

แนร์ ให้เหตุผลอีกว่า จีนถือเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ดังนั้นการเน้นกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ นอกจากจะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนแล้ว ยังถือเป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาดอีกด้วย

การเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินในครั้งนี้ จึงถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของพญามังกร ที่ต้องเลือกเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท