
แฟ้มลับครม.มาตรการปราบโกงเครือญาติ
เปิดวาระลับคณะรัฐมนตรี 13มี.ค. "ปปช."เสนอ4มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
โดย.....ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 13 มี.ค. มีวาระหนึ่งที่สำนักเลขาธิการครม.นำเสนอครม. ซึ่งเป็นที่แปลกใจอย่างยิ่ง เมื่อวาระดังกล่าวไม่มีทีมโฆษกรัฐบาลคนใดออกมาแถลง และไม่มีการเผยแพร่มติครม.ออกทางข่าวสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้จากการตรวจสอบวาระดังกล่าว ไม่ใช่เอกสารริมแดง หรือเป็นเรื่องกระทบความมั่นคงแห่งรัฐชนิดที่จำเป็นต้องปกปิดในชั้นลับที่สุด หากแต่เป็นเรื่องที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) เสนอ มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย จำนวน 4 มาตรการ ซึ่ง 1 ใน 4 มาตรการ มีการเสนอให้ออกมาตรการต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่ถูกตั้งข้อสงสัยจากสาธารณชนเข้าไปเกี่ยวพันกับโครงการขนาดใหญ่ที่อาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง เครืองญาติ หรือที่เรียกว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
ด้วยเหตุนี้หรือไม่ ที่ดูเหมือนจะเป็นของแสลงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ จึงไม่มีการเปิดเผยออกมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามจากทีมโฆษกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด และนายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา กล่าวทำนองเดียวกันว่า วาระดังกล่าวน่าจะอยู่ในวาระเพื่อทราบ เมื่อเลขาครม.รายงานให้ครม.ทราบ ไม่มีใครทักท้วงก็ผ่าน จึงไม่มีการแถลง
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นไปได้อีกว่า นายกฯ และครม.อาจเห็นว่ามาตรการปราบโกงเชิงนโยบายไม่ใช่เรื่องสำคัญ จึงไม่ได้สั่งการให้ทีมโฆษกรัฐต้องแถลง
ถึงแม้จะมีมุมมองกันอย่างไรก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศชาติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ต้องตรวจสอบและนำมาตีแผ่
ปปช. นำเสนอว่า “การทุจริตเชิงนโยบาย เป็นการทุจริตรูปแบบใหม่ที่มีลักษณะแยบยล เกิดขึ้นจากผู้กำหนดนโยบายสาธารณะคือ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน การตรากฎหมาย ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมออกกฎ ข้อบังคับหรือมติครม.ที่ให้ความเห็นชอบ อนุมัติหรืออนุญาตเกี่ยวกับการดำเนินโครงการลงทุนของรัฐขนาดใหญ่ หรือ Mega Project และโครงการของรัฐบาลที่ใช้จ่ายเงินจากงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ทั้งนี้ มีเจตนาพิเศษเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง กลุ่มทุนธุรกิจ เครือญาติและพวกพ้อง
“การทุจริตเชิงนโยบาย ผู้กระทำการทุจริต ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มักจะอ้างเหตุผลกับประชาชนว่าโครงการ Mega Project หรือนโยบายที่ใช้เงินของรัฐจำนวนมหาศาล ได้ดำเนินการไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในขณะนั้น เกิดความเข้าใจผิดว่าการทุจริตของผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองขณะนั้น เป็นการดำเนินนโยบายของรัฐที่ถูกต้อง ชอบธรรม” ปปช.ให้เหตุผล
ปปช.จึงเสนอ มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย. 4 มาตรการ ได้แก่
1.มาตรการพัฒนาระบบกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุของรัฐให้เป็นมาตรฐานกลาง
2.มาตรการเสริมสร้างความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ
3. มาตรการเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินของครม.
4. มาตรการป้องกันข้าราชการประจำผู้มีอิทธิพล มิให้เข้าไปครอบงำการตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของฝ่ายราชการประจำ
กล่าวถึงมาตรการที่ 3 เกี่ยวกับการเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินของ ครม. น่าสนใจยิ่ง เมื่อปปช. ระบุว่า “กรณีมีประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารราชการของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะแบบสองมาตรฐานในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง เครือญาติ หรือพวกพ้อง อย่างไม่เป็นธรรม ครม.ควรมอบหมายหน่วยงานทางกฎหมาย ร่วมกับองค์กรทางวิชาการหรือองค์กรที่มีความเป็นกลางจัดให้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริงที่สามารถเปิดเผยได้ และอธิบายหลักการใช้อำนาจรัฐ หลักนิติธรรมและหลักคุณธรรม จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่อสื่อมสาธารณะอย่างรวดเร็ว ทั่วถึงและต่อเนื่อง
ทั้งนี้เพื่อสร้างมาตรฐานทางคุณธรรม นิติธรรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ปปช.เสนอต่อไปว่า ควรพิจารณาให้การสนนับสนุนการตรากฎหมายคุ้มครองสิทธิชุมชน เพื่อรองรับการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 67 ประกอบมาตรา 56 และมาตรา 57 พร้อมกับเสนอว่า ครม.ควรพิจารณา เพื่อขอให้สำนักเลขาธิการครม. และสำนักปลัดสำนักนายกฯ ซี่งมีการจัดทำระบบการเปิดเผยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และเครือข่ายสารสนเทศอยู่แล้วให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนของรัฐขนาดใหญ่และโครงการของรัฐบาลที่ใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากของรัฐบาลทุกโครงการ โดยเฉพาะเป็นโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน
“ให้ระบุถึงรายละเอียดของโครงการ (มีภาพประกอบ) ความเห็นของสถาปนิก และวิศวกรผู้ควบคุม ความคิดเห็นของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับประโยชน์และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่ประชาชนที่อยู่อาศัยหรือประกอบหรือประกอบอาชีพในพื้นที่ใกล้เคียงกับสถานที่ก่อสร้าง รวมทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวกและทั่วถึง ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 56 และ 57”
มาตรการข้อ 4 เกี่ยวกับการป้องกันข้าราชการประจำผู้มีอิทธิพล มิให้เข้าไปครอบงำการตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของฝ่ายราชการประจำ น่าสนใจเช่นกัน โดย ปปช. เสนอว่า ควรเสนอให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) พิจารณาเสนอแนะต่อ ก.พ. ให้ดำเนินการ จัดให้มี หรือ ปรับปรุงนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรมโดยให้มีกฎ ก.พ. เพื่อควบคุมข้าราชการผู้มีอิทธิพลมิให้เข้าไปครอบงำการตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของฝ่ายราชการประจำ
“ควรให้มีองค์กรหรือคณะกรรมการกลางของข้าราชการพลเรือนสามัญ ทำหน้าที่ในการพิจารณาบรรจุ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของส่วนราชการในระดับกระทรวง ทบวง กรม เพื่อป้องกันข้าราชการประจำผู้มีอิทธิพลอาศัยอำนาจทางการเมืองเข้าไปครอบงำการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายราชการประจำ”
สำนักเลขาธิการ ครม. ได้นำเสนอความเห็นตอนท้ายว่า มาตรการของปปช.ดังกล่าว ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาศึกษาว่าสามารถดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวได้แค่ไหน เพียงใด ที่จะไม่เป็นอุปสรรคต่ออการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมาตรการที่ 1 มอบหมายกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลัก มาตรการที่ 2 มอบหมายให้กระทรวงการคลัง. เป็นหน่วยงานหลัก มาตรการที่ 3 มอบหมายสำนักงาน ก.พ.ร เป็นหน่วยงานหลัก และมาตรการที่ 4 มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลัก จากนั้นให้นำผลการพิจารณาศึกษาเสนอครม. พิจารณาต่อไป







