
'กกต.-กฤษฎีกา'โต้เดือดปม'ระเบียบเลือกตั้งสสร.'
กลายเป็นความคืบหน้าที่ไม่คืบหน้าไปแล้ว สำหรับการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
กลายเป็นความคืบหน้าที่ไม่คืบหน้าไปแล้ว สำหรับการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ที่มี สามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน แม้จะประชุมกันมาเข้าสู่นัดที่ 3 แล้ว แต่ยังเดินหน้าไม่ได้มากนัก หลังจากล่าสุดการประชุมเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ทำได้เพียงแค่การถกในเนื้อหาแค่มาตรา 2 ทั้งที่พรรคเพื่อไทยตั้งความหวังว่าต้องเดินหน้าได้มากกว่านี้
มาตรา 2 ระบุว่า “รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดไปจากวันในราชกิจจานุเบกษา” ดูเผินๆ ถ้อยคำนี้เรียบง่ายและธรรมดาไม่น่ามีนัยทางการเมืองอะไร แต่ไม่น่าเชื่อว่ากว่าจะผ่านมาตรานี้ได้เลือดตาแทบกระเด็น เพราะพรรคประชาธิปัตย์คัดค้านเต็มที่แถมต้องเชิญตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาชี้แจงทำความเข้าใจ
ประเด็นดังกล่าว กมธ.ฝ่ายค้านแสดงความเห็นว่า การกำหนดลักษณะนี้จะทำให้ กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้ทันกำหนดภายในกรอบเวลา 75 วัน ตามที่กำหนดในมาตรา 291/5 เพราะ กกต.ยังต้องออกระเบียบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.ร.อีก ซึ่งในส่วนหลังนี้ยังมีความเคลือบแคลงว่า กกต.จะสามารถอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อออกระเบียบได้หรือไม่
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การออกระเบียบจะไม่ทันกับกรอบระยะเวลา 75 วัน ที่สำคัญการให้นำกฎหมายเลือกตั้งฉบับปัจจุบันมาบังคับใช้อนุโลมจะมีปัญหาเพราะเป็นการอ้างอิงการเลือกตั้ง สส.ที่ให้สมาชิกพรรคการเมืองสามารถลงสมัคร สส.ได้ เท่ากับว่าผู้จะสมัคร ส.ส.ร.สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้หรือไม่ ดังนั้นควรมีระยะเวลาพอสมควรภายหลังจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ กกต.ไปดำเนินการยกร่างระเบียบให้มีความรอบคอบ
เช่นเดียวกับ สุทัศน์ เงินหมื่น กมธ.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืนยันว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องออก พ.ร.บ.มารองรับ โดยไม่สามารถใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส.มาเทียบเคียงได้ ดังนั้น ทางที่ดีควรให้ฝ่ายข้าราชการประจำของ กกต.ไปหารือกับ กกต. 5 คนก่อนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในการกำหนดการเลือกตั้ง ส.ส.ร.แล้วค่อยมาให้ข้อมูลกับ กมธ.อีกครั้ง
ใช่ว่าจะมีแต่ฝ่ายการเมืองที่ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ เพราะ กกต.ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งก็แสดงความเห็นห่วงเช่นกัน บุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ยอมรับว่า “หากนำหลักเกณฑ์การเลือกตั้ง สส.ในระบบแบ่งเขตมาดำเนินการจัดการเลือกตั้งมาบังคับใช้จะมีปัญหา เพราะยังไม่มีกฎหมายกำหนดอำนาจในการจัดการเลือกตั้งหลายประเด็น เช่น การลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า การลงคะแนนนอกราชอาณาจักร การกำหนดค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร การหาเสียง การคัดค้านการเลือกตั้ง คุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.ร.”
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนการกำหนดการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ไม่ควรทำโดยระเบียบ แต่ควรทำเป็น พ.ร.บ.ออกมาให้ชัดเจน เช่น การอนุโลมให้ใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. เป็นต้น แต่ในส่วนของกรอบเวลา 75 วันยืนยันว่า กกต.สามารถดำเนินการให้ได้ ส.ส.ร.ทันตามกำหนด แต่ในที่นี้ต้องพร้อมทุกด้านตั้งแต่การ พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.ร.
ข้อสังเกตของพรรคประชาธิปัตย์และ กกต.เกี่ยวกับกรอบเวลาในการจัดการเลือกตั้งและความชอบธรรมเกี่ยวกับการออกระเบียบการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ได้ถูกหักล้างจากตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่มาชี้แจงด้วยว่าข้อห่วงใยดังกล่าวไม่มีอะไรเป็นปัญหาให้น่ากังวล
นิพนธ์ ฮะกีมี รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้แจงว่า การกำหนดให้รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เมื่อไรนั้นขึ้นอยู่กับ กมธ.ว่าจะกำหนดอย่างไร เพราะถือเป็นอำนาจของ กมธ. ส่วนเรื่องการออกระเบียบนั้นเมื่อมาตรา 291/5 วรรค 4 กำหนดให้ กกต.ออกระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยนำวิธีการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตมาบังคับใช้โดยอนุโลมแล้ว ก็ไม่มีปัญหาที่ต้องกังวลเกี่ยวกับกฎหมายรองรับการเลือกตั้ง ส.ส.ร.เพราะเท่ากับว่าระเบียบดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
“การให้ กกต.ไปออกระเบียบตามรัฐธรรมนูญในอดีตเคยมีการกระทำมาแล้ว โดยการเฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เมื่อปี 2554 โดยให้ กกต.มีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้ง สส.ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเพื่อใช้บังคับกับการเลือกตั้ง และให้ข้อกําหนดตามประกาศของ กกต.ใช้บังคับแทนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. เท่ากับให้อำนาจ กกต.กำหนดเนื้อหาได้เองและมีผลบังคับใช้เทียบเท่ากับ พ.ร.บ.เลือกตั้งด้วยซ้ำ
หลังจากใช้เวลาถกเถียงกันอย่างยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง “สามารถ แก้วมีชัย” ในฐานะประธาน กมธ. จากพรรคเพื่อไทย ก็สรุปว่า ให้ที่ประชุม กมธ.คงเนื้อหามาตรา 2 ตามเดิม โดยมี กมธ.พรรคประชาธิปัตย์ ขอสงวนความเห็นเพื่อไปอภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภาเพิ่มเติมในวาระ 2 ต่อไป และขอให้ตัวแทนจาก กกต.ไปปรึกษา กกต. 5 คนเกี่ยวกับการออกระเบียบด้วย ก่อนทำหนังสือมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้กับ กมธ.อีกครั้ง
“ยอมรับว่าแม้สำนักงานกฤษฎีกา จะระบุว่าการออกระเบียบโดยอิงรัฐธรรมนูญกระทำได้ แต่เวลามีปัญหาขึ้นมา หน่วยงานที่ถูกฟ้อง คือ กกต.ไม่ใช่สำนักงานกฤษฎีกา จึงต้องหาแนวทางให้ทุกฝ่ายรู้สึกปลอดภัยและไม่ต้องยืดเยื้อจนเกินไป โดยอาจตรา พ.ร.บ.เฉพาะและยกเลิกหลังจากร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว หรืออาจให้ฝ่ายบริหารออก พ.ร.ฎ.ให้เป็นระเบียบการเลือกตั้ง ส.ส.ร.แทน” ประธาน กมธ.เสนอทางเลือก
สำหรับการประชุม กมธ.วันนี้ จะเริ่มลงรายละเอียดในมาตรา 3 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของการกำหนดแนวทางการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตั้งแต่คุณสมบัติและวิธีการได้มาซึ่ง ส.ส.ร. อันเป็นจุดเริ่มต้นที่จุดเรื่องที่มาของ ส.ส.ร.อย่างเป็นทางการ







