
คลังส่อพับโครงการพักหนี้ดี
รับรัฐถังแตกไม่มีเงินชดเชย ผวาแบงก์รัฐเจอหนี้เสียเพิ่ม
รับรัฐถังแตกไม่มีเงินชดเชย ผวาแบงก์รัฐเจอหนี้เสียเพิ่ม
รมช.คลัง ยอมรับนโยบายพักหนี้ดีกลัวแบงก์รัฐเสียหาย รัฐถังแตกไม่มีเงินชดเชย ต้องดูให้รอบด้านก่อนดำเนินการ
นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง กล่าวว่า โครงการพักหนี้ให้กับลูกหนี้ของธนาคารรัฐรายละไม่เกิน 5 แสนบาท ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากการดำเนินการจะกระทบฐานะการเงินของธนาคารรัฐและของรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลมีภาระต้องใช้เงินจำนวนมากฟื้นฟูน้ำท่วม การดำเนินนโยบายที่จะเป็นภาระกับธนาคารรัฐ หรือรัฐต้องคิดให้รอบคอบ ระหว่างการลดภาระให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย และต้องไม่เป็นภาระต่อรัฐบาลจนเสียวินัยทางการเงินการคลัง
รมช.คลัง ยอมรับว่า ธนาคารรัฐดำเนินนโยบายพักหนี้ดี จะทำให้หนี้ดีกลายเป็นหนี้เสีย หรือการลดดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ดีก็กระทบรายได้ของธนาคารลดลง จากที่ก่อนหน้ามีผลกระทบจากที่ต้องนำเงินส่งค่าธรรมเนียมเงินฝาก 0.47% ในเดือน ก.ค.นี้
“นโยบายพักหนี้ลูกหนี้ดี ไม่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะหากเร่งดำเนินการโดยไม่รอบคอบ อาจถูกสังคมกล่าวหาว่าทำให้ระบบการเงินการคลังเสียหาย และหากมาตรการนี้ออกไปแล้ว ต้องไม่มีการแก้ไขในภายหลัง” นายทนุศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายทนุศักดิ์ กล่าวว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้นโยบายว่าธนาคารรัฐมีภารกิจหลักในการช่วยเหลือประชาชนฐานราก ต่างจากการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ดังนั้นการดำเนินการตามกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรผ่อนผัน
ทั้งนี้ โครงการพักหนี้ลูกหนี้ดีที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาทนั้น มีการเสนอให้ดำเนินการ 2 แนวทาง ประกอบด้วย การหยุดชำระเงินต้นเป็นเวลา 3 ปี และแนวทางที่ 2 คือ ให้ลดดอกเบี้ยร้อยละ 2 เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งจะทำให้ธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดสูญเสียรายได้รวมกันปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท
ในจำนวนนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. กระทบมากที่สุด 8,000 ล้านบาท ธนาคารออมสิน 3,000 ล้านบาท และธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. 2,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไม่มีนโยบายจ่ายชดเชยรายได้ที่เสียไปให้
สำหรับการจัดเก็บเงินนำส่งเพิ่ม 0.47% ของฐานเงินฝากนั้น ทำให้ธนาคารออมสินมีภาระเพิ่ม 8,000 ล้านบาท ธ.ก.ส. 4,000 ล้านบาท และ ธอส. 3,000 ล้านบาท
แหล่งข่าวจาก ธปท. เปิดเผยว่า ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง แต่กระทรวงการคลังได้ขอให้ ธปท.เข้าไปตรวจสอบโดยใช้มาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์ แต่ก็เก็บข้อมูลไว้ใช้เป็นการภายใน ไม่ได้นำออกมาใช้
“หาก ธปท.ใช้เกณฑ์เดียวกับธนาคารพาณิชย์ คลังคงใช้แบงก์รัฐเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายของรัฐได้ยาก เพราะจะต้องสำรองหนี้ จะต้องมีเงินกองทุนสูง” แหล่งข่าวเปิดเผย







