posttoday
'แพงทั้งแผ่นดิน'ระเบิดถล่มรัฐบาล

'แพงทั้งแผ่นดิน'ระเบิดถล่มรัฐบาล

15 มีนาคม 2555

ในขณะที่รัฐบาลสาละวนกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจนลืมที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆ

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์,ชลลดา อิงศรีสว่าง

ในขณะที่รัฐบาลสาละวนกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจนลืมที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆ

ราคาสินค้าที่เคยทรงตัวนิ่งๆ อยู่ ก็เริ่มขยับตัวสูงขึ้นอย่างพรวดพราดจนชาวบ้านเริ่มออกอาการทนไม่ไหว และเริ่มมีเสียงร้องเรียนรัฐบาลให้เข้ามาแก้ไขด่วน

ตัวการที่ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น คือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย ที่คราวนี้มีชนวนเหตุมาจากอิหร่าน

ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น 19-20 สตางค์ต่อลิตรด้วย และราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ขึ้นทุกๆ 1 บาท จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ 0.2-0.3%

แม้ว่าภาคธุรกิจจะออกมาระบุว่า สามารถแบกรับต้นทุนและยังคงรักษาระดับราคาเดิมเอาไว้ ภายใต้ต้นทุนราคาน้ำมันจะต้องไม่เกิน 125-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศจะต้องไม่เกินลิตรละ 33-34 บาท ไม่เช่นนั้นจะมีผลทันทีต่อต้นทุนทำให้ต้องขยับราคาสินค้า

ขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 31.33 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบปีที่ผ่านมาสูงขึ้น 6.42%มีผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพียง 0.15%

แต่เรื่องราคาพลังงานนั้น ในทางนโยบายรัฐบาลก็เริ่มที่จะลดการชดเชยราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม เพื่อปล่อยลอยตัวตามกลไกในตลาด

'แพงทั้งแผ่นดิน'ระเบิดถล่มรัฐบาล

การเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่ม ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทะยานขึ้นไปเป็นระยะ ครั้งละ 30–60 สตางค์ต่อลิตร ทำให้กำลังซื้อของประชาชนเริ่มหดหายไป นอกจากนี้ค่าครองชีพถีบตัวขึ้นสูงอีก จากการขึ้นราคาของสินค้าอาหารสดและอาหารสำเร็จรูป ค่าเดินทางโดยรถสาธารณะทั้งรถไฟฟ้า รถแท็กซี่

แม้ว่ารัฐบาลจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300 บาท ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท ก็คงวิ่งไล่ไม่ทันราคาสินค้าที่วิ่งพุ่งแซงไปก่อนหน้านี้ และกำลังจะวิ่งทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่นแล้ว

ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องปากท้องของประชาชนได้กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่จะไล่หลังรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”

ยิ่งการเปิดเผยเปรียบเทียบราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ระหว่างรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” กับ “อภิสิทธิ์” แลกกันคนละหมัด ว่ายุครัฐบาลไหนข้าวของแพงกว่ากัน ก็แล้วแต่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นผู้นำเสนอข้อมูลที่เข้าข้างตัวเอง

แต่ที่แน่ๆ ความรู้สึกประชาชนออกอาการรับรู้ถ้วนหน้าแล้ว ว่าทนไม่ไหวราคาสินค้าแพงขึ้น ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น จนแม้ว่าขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ 1.5 หมื่นบาท ก็ยังไม่พอประทังชีวิต

นาวารัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ยังเจอมรสุมลูกใหญ่ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในวันที่1 เม.ย.นี้ ทำให้ผู้ประกอบการออกมาโอดครวญว่า จะทำให้จำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างให้พนักงานทั้งระบบเพิ่มอีกเฉลี่ยปีละ 6 หมื่นล้านบาท หรือจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าในภาพรวมเพิ่ม3-6%

ในที่สุดหนีไม่พ้นที่ผู้ผลิตสินค้าต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มอย่างน้อย 3-6%

ปัจจัยเสี่ยงจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าในสุงขึ้น และยังทำให้กำลังซื้อทั่วโลกชะลอตัวลง รวมถึงค่าเงินบาทที่วิตกว่า อาจจะมีการผันผวนอีกครั้ง จากปัจจัยผลกระทบเศรษฐกิจในต่างประเทศ

แม้ว่าภาคธุรกิจจะออกมาระบุว่าสามารถแบกรับต้นทุนและยังคงรักษาระดับราคาเดิมเอาไว้ ภายใต้ต้นทุนราคาน้ำมันจะต้องไม่เกิน 125130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศจะต้องไม่เกิน 3334 บาทต่อลิตร ไม่เช่นนั้นจะมีผลทันทีต่อต้นทุน ทำให้ต้องขยับราคาสินค้า

ขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 31.33 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา สูงขึ้น 6.42% มีผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพียง 0.15%

ราคาน้ำมัน ยังผูกพันกับค่าเงินบาทด้วย โดยค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมัน 5060 สตางค์ต่อลิตร

ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น 1920 สตางค์ต่อลิตรด้วย และราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ขึ้นทุกๆ 1 บาท จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ 0.20.3%

ดังนั้นรัฐบาลจะต้องปรับขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลก็ควรขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะประชาชนอาจรับไม่ได้ถ้าค่าครองชีพและราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงพร้อมกัน

ยังต้องจับตาราคาน้ำมัน –ค่าจ้างแรง – ราคาสินค้า ตัวการ “เขย่า” เป้าหมายตัวเลขเงินเฟ้อ—จีดีพีทั้งปีอาจจะมีการเปลี่ยนไป

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์ฯได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 55 ใหม่ จากที่เคยคาดการณ์เมื่อเดือน ธ.ค.54 เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 4.7% โดยกรณีที่มีโอกาสเป็นไปได้มากสุด หรือโอกาสเกิดขึ้น 65% คือ เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 5.9% การส่งออกขยายตัว 1015% และอัตราเงินเฟ้อขยายตัว 3.74.2% โดยมีเงื่อนไขว่าระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศครึ่งปีแรกต้องไม่เกิน 34บาท/ลิตร ครึ่งปีหลังไม่เกิน 3540 บาท/ลิตร ส่วนราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเฉลี่ย 100120 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ภาวะการเมืองไทยมีเสถียรภาพ และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ 2.32.7%

ในขณะที่ต้นทุนกำลังดันให้ราคาสินค้าแพง แต่ค่าจ้างกลับเพิ่มตามไม่ทันเงินเฟ้อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำแบบทดสอบภาวะวิกฤตด้านราคาน้ำมันขึ้น พบว่าหากราคาน้ำมันในตลาดดูไบไม่ปรับเพิ่มขึ้นจนมีค่าเฉลี่ยทั้งปีสูงเกินกว่า 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อตลอดทั้งปีนี้ไม่สูงเกินกรอบเป้าหมายที่ ธปท.กำหนด

ไม่ว่าจะเป็นเป้าเดิมที่ 3% หรือเป้าใหม่ที่ 4.5% โดยเงินเฟ้อปัจจุบันยังไม่เป็นแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงิน

อย่างไรก็ตามในวันที่ 16 มี.ค.นี้ ธปท.จะมีการหารือกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ก่อนจะนำเสนอข้อมูลในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 21 มี.ค.2555

หากย้อนมาด้านดูรายได้ของประชาชนเทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นก็ออกอาการน่าเป็นห่วง จากข้อมูลของ ธปท. ระบุว่า ได้รายงานค่าจ้างเฉลี่ยของผู้มีงานทำที่เป็นลูกจ้างในปี 2554 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 9,927.2 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นค่าจ้างเฉลี่ยต่อวัน 330.9 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ซึ่งลูกจ้างมีรายได้ 9,262.2 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 7%

ส่วนลูกจ้างภาคการเกษตรน่าเป็นห่วงที่สุด ได้ค่าจ้างแค่ 4,812 บาทต่อเดือน ส่วนลูกจ้างภาคนอกภาคเกษตรได้ 10,689.4 บาทต่อเดือน

ก่อนหน้านี้ ธปท.ก็เคยประเมินว่า รายได้ที่เพียงพอที่จะดำรงชีพได้นั้นอย่างน้อยต้องมีรายได้ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน นั่นก็หมายความว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเริ่มที่จะถึงจุดเดือด เข้าสู่วิกฤตไม่พอยาไส้

หากรัฐบาลยังนิ่งเฉยไม่ทำอะไร เหมือนที่สัญญาก่อนที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วย 18 ล้านเสียง จะแก้ไขปัญหาปากท้องและบรรเทาความเดือดร้อนจากค่าครองชีพ หากทำไม่ได้เหมือนคำโฆษณา เห็นทีรัฐบาลนี้จะอยู่ด้วยความยากลำบากแล้ว

สัญญาประชาชนเมื่อครั้งที่หาเสียง เรื่องการกระชากค่าครองชีพของรัฐบาลยังก้องในความทรงจำของประชาชน วันนี้เป็นการกระชากค่าครองชีพขึ้น ไม่ใช่กระชากค่าครองชีพลง

นี่จะเป็นเรื่องใหญ่ของรัฐบาลไม่แพ้ปัญหาน้ำท่วม

รัฐบาลมีทางออกในการแก้ไขราคาสินค้าไม่มากนัก จากนี้ไปคงจะเห็นรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” หยิบมาตรการลดค่าครองชีพมาปัดฝุ่น ลดแลกแจกแถม “รถไฟฟรี รถเมล์ฟรี ไฟฟ้าฟรี”

และต้องขจัดตัวการที่ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นก่อน นั่นคือ ราคาน้ำมัน

อีกไม่นานจะต้องเห็นรัฐบาลประกาศอุ้มราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นน้ำมันเพื่อการพาณิชย์ก่อน และคงจะมีมาตรการตรึงราคาสินค้าตามมา

สินค้าที่รัฐบาลสัญญาว่าจะตรึงราคาก่อนแล้ว คือ ราคาน้ำมันปาล์มขวดที่ประชาชนนำมาใช้ทำอาหาร และคาดว่าจะมีอีกหลายสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคและบริโภค ที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปจัดการ

แม้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะกล่าวว่า เมื่อไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว การแทรกแซงราคาสินค้าคงทำไม่ได้

แต่เมื่อถึงเวลาเลือดเข้าตารัฐบาลก็ต้องทำได้

หากรัฐบาลยังหลงคิดว่าเอาอยู่ “คุมราคาสินค้าสกัดเงินเฟ้อ” ด้วยมาตรการต่างๆที่รัฐบาลออกมา ได้เพียงขอร้องผู้ประกอบการไม่ให้ขึ้นราคาสินค้า และจัดขบวนธงฟ้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนแค่นั้น คงไม่พอ

ปัญหาปากท้องชาวบ้าน เป็นปัญหาสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลไม่แพ้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

และเชื่อว่ารัฐบาลจะยอมทุกอย่างเพื่ออุ้มประชาชน หากเพิกเฉยเท่ากับสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ไปเอง

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท