posttoday
เอเชียระวังราคาน้ำมันพุ่ง สกัดดาวรุ่งแผนกกระตุ้นเศรษฐกิจ

เอเชียระวังราคาน้ำมันพุ่ง สกัดดาวรุ่งแผนกกระตุ้นเศรษฐกิจ

14 มีนาคม 2555

ต้องยอมรับว่า ทันทีที่ความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มชะลอตัวลง

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ต้องยอมรับว่า ทันทีที่ความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มชะลอตัวลง เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกและตัวเลขภาคการผลิตปรับลดลง บรรดาผู้นำของประเทศต่างๆ ต่างส่งสัญญาณเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างเต็มที่

ทั้งหมดก็เพื่อให้แน่ใจว่า เอเชียจะไม่โดนวิกฤตเศรษฐกิจจากโลกตะวันตกรุมกระหน่ำจนเจ็บช้ำตามไปด้วย

แน่นอนว่า บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นดีเห็นงามตรงกันว่า ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว จนทำให้สถานการณ์เงินเฟ้อ หรือภาวะข้าวยากหมากแพงบรรเทาลง คือจังหวะที่เหมาะสมที่จะใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การปรับลดทุนสำรองเงินฝากของธนาคาร การหั่นอัตราดอกเบี้ย หรือคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะช่วยให้เกิดสภาพคล่องด้วยมีเงินลงทุนหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับเห็นว่า แม้สถานการณ์จะเอื้ออำนวยให้เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ แต่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวพุ่งแรงอยู่ในขณะนี้ ก็นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียต้องวางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของตนเองอย่างรอบคอบรัดกุม และต้องไม่มองข้ามราคาน้ำมันแพง

เนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนี้มีสิทธิจะกลายเป็นภาระหนักของผู้บริโภค จนทำให้ภาวะสินค้าราคาแพงหวนกลับมาหลอกหลอนเอเชียอีกระลอก ขณะเดียวกันก็มีสิทธิทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างการลงทุนการขยับขยายกิจการต้องเชื่องช้าลง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกอยู่ในสภาวะผันผวนอย่างหนักสืบเนื่องจากความวิตกกังวลต่อประเด็นพิพาทนิวเคลียร์ระหว่างชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐ และพันธมิตรคู่ใจอย่างอิสราเอลกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่งออกรายสำคัญของโลกอย่างอิหร่าน อีกทั้งยังสืบเนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำมันในตลาด โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งเงื่อนไขข้อนี้ ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนพอจะยิ้มออกมาได้เพราะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐกำลังฟื้นตัวจากวิกฤต

เอเชียระวังราคาน้ำมันพุ่ง สกัดดาวรุ่งแผนกกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ในตลาดสหรัฐ ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดในรอบ 10 เดือนแตะระดับ 107 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,210 บาท) จากเดิมที่เคยขายอยู่ในราคา 75 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,250 บาท) เมื่อเดือน ต.ค. 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่า ราคาน้ำมันดังกล่าวก็ส่งผลให้ราคาในตลาดเอเชียเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้น มาเลเซียที่การส่งออกน้ำมันเป็นธุรกิจหลักของประเทศ ล้วนต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นหลัก

โดยราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ในปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว 6% โดยอยู่ที่ 2.15 เหรียญสิงคโปร์ (ราว 52.13 บาท) ต่อลิตร

ตามทัศนะของนักวิเคราะห์ ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวแพงขึ้นเรื่อยๆ นี้ นอกจากจะทำให้บรรดาผู้นำทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำต้องหวนกลับมาทบทวนนโยบายการตัดลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตลอดจนการชะลอการนำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ มาใช้แล้ว

สิ่งที่น่าวิตกยิ่งกว่าก็คือ ความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะแพงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญต่างหวั่นใจว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะบีบให้ธนาคารกลางทั่วเอเชียต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งแลกกับการควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้อาละวาดกระทบปากท้องของประชาชนภายในประเทศได้

เพราะอย่างน้อยที่สุดในขณะนี้ ราคาน้ำมันแพงได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรระดับล่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกระทบทั้งค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และกระทบต่อการทำมาหาเลี้ยงชีพ เช่น คนที่ยึดอาชีพคนขับรถโดยสาร

ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่า ผลจากการที่เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเฟื่องฟูด้วยการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐและยุโรป ได้ทำให้ประชากรชนชั้นกลางของหลายประเทศลืมตาอ้าปากมีกำลังซื้อได้มากขึ้น ซึ่งพลังดังกล่าวได้กลายมาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคในขณะนี้

สรุปได้ว่า การที่หลายๆ ประเทศในเอเชียจะรอดพ้น หรือเจ็บตัวให้น้อยที่สุดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกถดถอยได้ กำลังการบริโภคของประชาชนภายในประเทศคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะขาดเสียไม่ได้

ทว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกำลังจะทำให้พลังของเอเชียเสื่อมถอยลง ยิ่งเมื่อบางประเทศในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์หรือฮ่องกง ที่น้ำมันที่ใช้ในประเทศทั้งหมดมาจากการนำเข้า ผลลัพธ์ของราคาน้ำมันแพงก็ยิ่งเห็นได้เร็วขึ้น ไล่เรียงตั้งแต่กระบวนการผลิตยันการคมนาคมขนส่ง ก่อนปิดท้ายด้วยการขึ้นราคาของสินค้าและบริการในที่สุด

เจอร์ราด ไลออนส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด แสดงความเห็นว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันนี้ไม่ต่างอะไรกับการเดินหน้าเรียกเก็บภาษีจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ

หรือหากจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ แม้ราคาน้ำมันแพงจะเป็นสัญญาณบ่งบอกได้ว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังดีขึ้นจนทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เมื่อน้ำมันยิ่งแพง กำลังซื้อของประชากรในประเทศก็ยิ่งหมดไปด้วยเช่นกัน เพราะต้องนำเงินไปจ่ายค่าน้ำมัน

“ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนี้ จะเป็นปัจจัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อการผลักดันประคับประคองให้เศรษฐกิจโลกเติบโตต่อไปได้” ไลออนส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด กล่าว

สำหรับเอเชีย แม้จะโชคดีว่าการค้าที่แข็งแกร่ง และงบประมาณรัฐบาลที่เกินดุลมาอย่างต่อเนื่องจะช่วยแบกรับราคาน้ำมันแพงในตลาดโลกได้ และทำให้ราคาสินค้าไม่ต้องปรับตัวพุ่งแรงมากจนกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในภูมิภาค โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถึงกับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชีย ซึ่งวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ว่าน่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 6.7% ภายในปี 2555 นี้ จากปีที่แล้วที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ 6.3%

แต่กระนั้น ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ที่จะรับรองได้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะสามารถทนแบกรับราคาน้ำมันแพงต่อไปได้ในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าข้อมูลตัวเลขอัตราเงินเฟ้อล่าสุดของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะชี้ให้เห็นว่าภาวะเงินเฟ้อยังไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด แต่ฌอง ดาร์บี หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านหุ้นจากเจฟเฟอร์รีส์ ในฮ่องกง กลับเห็นว่า เอเชียก็ยังคงต้องเจ็บตัวจากราคาน้ำมันที่ดาหน้าปรับตัวแพงขึ้น

สาเหตุก็เพราะเหล่าผู้นำของประเทศต่างๆ อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีปวดหัวกับการแบกรับต้นทุนราคาพลังงานแพงควบคู่ไปกับการใช้นโยบายทางการเงินที่เข้มงวดแทน

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เมื่อใดก็ตามที่ราคาน้ำมันแพงขึ้น เศรษฐกิจโลกย่อมได้รับผลกระทบเสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เพราะต้องไม่ลืมว่า น้ำมันคือต้นทุนที่มีส่วนเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน ไล่เรียงตั้งแต่ภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการเกษตร

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะยิ่งกลายเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประเทศที่มีการจ่ายเงินชดเชยราคาน้ำมันเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคภายในประเทศ เนื่องจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย จะโดนบีบให้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้น แทนที่จะนำมาเป็นต้นทุนสำหรับค่าใช้จ่ายสาธารณะอื่นๆ ที่น่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้

ทั้งนี้ ประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาข้างต้นแล้วก็คือ อินเดีย โดยตัวเลขการค้าและการขาดดุลงบประมาณ ตลอดจนตัวเลขเงินเฟ้อที่อยู่ในอัตรา 6.6% เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ได้บ่งชี้ให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลอินเดียไม่สามารถแบกรับต้นทุนราคาน้ำมันแพงได้อีกต่อไป

บทเรียนจากอินเดีย ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียเริ่มปรับขึ้นราคาน้ำมันให้เป็นไปตามราคาในตลาดมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่างจีน ที่เฉพาะแค่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จีนได้ปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นแล้ว 3.3% ส่งผลให้ราคาน้ำมันของจีนแพงทุบสถิติอยู่ที่ 9,380 หยวน (ราว 4.9 หมื่นบาท) ต่อลิตร

แดเนียล มาร์ติน นักเศรษฐศาสตร์ด้านภูมิภาคเอเชียจากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ในสิงคโปร์ กล่าวว่า แม้จนถึงขณะนี้หลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน จะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลสามารถจัดการบริหารและดำเนินนโยบายให้เศรษฐกิจของประเทศมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม หากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังมัวชะล่าใจ ไม่หาทางรับมือราคาน้ำมันโลกควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ บรรดานักวิเคราะห์ก็ยังไม่วายออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชียอาจจะสะดุดหน้าทิ่มได้ทุกเมื่อ โดยมีเกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย ที่เสี่ยงจะจัดอยู่ในประเทศที่จะไปไม่รอด

เพราะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบสูงที่สุดในภูมิภาค

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท