
คิดอย่างนักเศรษฐศาสตร์ เพื่อการตัดสินใจเชิงบริหาร
สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมาในปีที่แล้ว
โดย...สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมาในปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดการสถานการณ์น้ำท่วม ตลอดจนการบริหารธุรกิจภายใต้ความผันผวน ทำให้ผมคิดได้ว่า หลักเศรษฐศาสตร์สามารถช่วยพวกเราในการบริหารจัดการองค์การได้เป็นอย่างดี ถ้าผู้บริหารตลอดจนผู้คนในสังคมรู้จักแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ก็จะสามารถประยุกต์เพื่อตัดสินใจให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือลดความสูญเสียให้น้อยที่สุดได้ ในสัปดาห์นี้ ผมอยากจะชวนทุกท่านมาคุยกันในเรื่องเบาๆ เกี่ยวกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการบริหารงานองค์การ
เศรษฐศาสตร์ (Economics) มาจากคำภาษากรีกที่ว่า Oikonomia ซึ่งแปลว่าการจัดการภาคครัวเรือน เป็นศาสตร์แห่งการจัดการทรัพยากรอันมีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เป็นแนวคิดที่มีตรรกะและเหตุผลในการอธิบายถึง การผลิต การบริโภค การกระจายสินค้า การค้า และการตัดสินใจในองค์การ เช่น ทำไมน้ำมันจึงมีราคาแพง ทำไมค่าแรงถึงต้องขึ้นทุกปี เป็นต้น นอกจากนี้ เศรษฐศาสตร์ยังสามารถอธิบายเรื่องราวรอบๆ ตัวเราได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการได้อย่างเสียอย่าง (Tradeoff) หรือการไม่มีของฟรีในโลก (No Free Lunch) เป็นต้น โดยสาขาของวิชาเศรษฐศาสตร์จะถูกจำแนกออกตามเนื้อหาเป็น 2 สาขาใหญ่ๆ คือ เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) ซึ่งสนใจพฤติกรรมขององค์ประกอบพื้นฐานในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงตลาดแต่ละตลาดและตัวแทนทางเศรษฐกิจ (เช่น ครัวเรือน หน่วยธุรกิจ ผู้ซื้อ และผู้ขาย) และเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) จะสนใจเศรษฐกิจในภาพรวม ตัวอย่างเช่น อุปทานมวลรวมและอุปสงค์มวลรวม การว่างงาน เงินเฟ้อ การเติบโตของเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง เป็นต้น
การบริหาร มาจากคำในภาษาอังกฤษ คือคำว่า Administration และอีกคำที่ใกล้เคียงคือคำว่า Management คำว่า Administration มักจะเป็นการบริหารในเรื่องนโยบาย (Policy) ส่วน Management เป็นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (Implementation) โดยคำว่า Administration นิยมนำไปใช้ในทางการบริหารราชการ ส่วนคำว่า Management นิยมใช้ในทางการบริหารธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตามคำสองคำนี้ อาจใช้แทนกันได้และหมายถึงการใช้แนวคิดที่เป็นทฤษฎีและทักษะในเชิงปฏิบัติเพื่อนำเอาทรัพยากรมาเข้าสู่กระบวนการบริหาร ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
เราจะเห็นได้ว่าการบริหารองค์การไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องอาศัยทฤษฎีหรือหลักการที่มีเหตุผลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ ดังนั้น “เศรษฐศาสตร์” จึงมีบทบาทในการช่วยผู้บริหารตัดสินใจและปัญหาต่างๆ ในองค์การ โดยหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคจะช่วยเสริมสร้างวิสัยทัศน์ให้แก่ผู้บริหาร ทำให้เข้าใจเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจต่างๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบาย ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ตลอดจนผลกระทบของนโยบายภาครัฐที่มีต่อองค์การ ในขณะที่เศรษฐศาสตร์จุลภาคจะช่วยให้การตัดสินใจในด้านต่างๆ ภายในองค์การให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์องค์การ การตั้งราคาสินค้า การจัดการทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างผลตอบแทน เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่จะเตรียมตัวเป็นนักบริหารระดับสูงขององค์การหรือหน่วยงานทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงเจ้าของกิจการควรมีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อช่วยในการตัดสินใจด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีความผันผวนสูง ยิ่งถ้าประเทศไทยก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Economic Community) ด้วยแล้ว ผู้บริหารก็มีความจำเป็นมากขึ้นในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านวิสัยทัศน์และแนวคิดในการจัดการองค์การ ซึ่งหลักเศรษฐศาสตร์จะช่วยผู้บริหารให้เข้าใจสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเมื่อกล่าวถึง “เศรษฐศาสตร์” ผู้บริหารส่วนมากจะกลัวและไม่กล้าที่จะเรียนศาสตร์นี้ เพราะกระบวนการในการเรียนรู้ “เศรษฐศาสตร์” ในระดับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเน้นการบรรยายทางทฤษฎี ขาดมิติของการประยุกต์ใช้ และมักจะใช้คณิตศาสตร์ในการเรียนการสอนมากเกินจำเป็น จนเป็นอุปสรรค ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถเข้าถึงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ได้ ดังนั้น หากสถาบันการศึกษาในประเทศไทยจะพัฒนาหลักสูตรที่มีให้กรอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเชิญชวนทุกท่านให้มาเสริมสร้างวิสัยทัศน์ และใช้หลักเศรษฐศาสตร์ในการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองของเรา “เอาไม่อยู่” ทั้งในเรื่องของแพง แรงงานขาดแคลน น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม และม็อบเกลื่อนถนนอย่างเช่นทุกวันนี้ และหากมีโอกาส ผมจะได้กล่าวถึงความสำคัญและตัวอย่างของหลักเศรษฐศาสตร์ที่ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้ผู้อ่านได้ติดตามต่อไปนะครับ







