
เจาะเครือข่ายค้าสัตว์ป่า"นักการเมือง-ข้าราชการ" หนุนหลัง
ตำรวจเตรียมเปิดปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบเพื่อกวาดล้างแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ป่าหายาก
โดย...วัสยศ งามขำ
ตำรวจเตรียมเปิดปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบเพื่อกวาดล้างแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ป่าหายาก แหล่งพำนัก หรือที่เรียกกันคล่องปากว่า “สวนสัตว์เถื่อนนอกกฎหมาย” หลังตรวจสอบพบมีแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ป่าเถื่อนซ่อนเร้นอยู่ทั่วประเทศ จากหลักฐานที่เข้าจับกุมทำให้เชื่อได้ว่าไทยกำลังกลายเป็นแหล่งต้นกำเนิดของการส่งสัตว์ป่า ทั้งตัวเป็นๆ และในรูปของซากที่ชำแหละส่งไปขายยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่สำคัญขบวนการทั้งหมดถูกชักใยอยู่ในรูปของเครือข่ายเดียวกันทั้งประเทศ ภายใต้การหนุนหลังของนักการเมือง และข้าราชการชั้นสูง
แทบไม่น่าเชื่อเมืองไทยจะเป็นอย่างที่เกริ่นไว้ หากไม่ได้ฟังจากปากของ พ.ต.ท.อรรถพล สุดสาย สารวัตรกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ที่คลุกคลีอยู่ในการไล่จับปราบปรามขบวนการค้าสัตว์ป่านอกกฎหมายมาอย่างยาวนาน จนโดนลงขันเด้งกระดอนออกจากตำแหน่งไปหลายครั้ง เพราะเดินเข้าไปเหยียบตาปลา “ผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองไทย” อย่างคาดไม่ถึง
จุดกำเนิดของขบวนการเถื่อนนี้ เริ่มมาจาก 3 องค์ประกอบ อย่างแรก คือ Demand หรือความต้องการ และ Supply หรือปริมาณสินค้าที่จะตอบสนอง และองค์ประกอบที่ 3 คือ การทุจริตของหน่วยงานภาครัฐ
ทั้งสามองค์ประกอบนี้ทำให้ขบวนการค้าสัตว์ป่าเถื่อนเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว และขยายตัวเร็วมากในเมืองไทยจนกลายเป็นแหล่งสำคัญในการส่งสัตว์ป่าออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีความต้องการทั้งในรูปแบบของสัตว์มีชีวิต และซากสัตว์ที่ถูกชำแหละสด รวมถึงซากสัตว์สตัฟฟ์
เสือถือว่าเป็นสัตว์ป่าที่มีความต้องการมากที่สุด ทุกส่วนของเสือขายได้ทั้งหมดทั้งตัวที่เรียกกันว่าประโยชน์ 4 อย่าง อย่างแรก เสือเป็นที่ต้องการเพราะทั้งตัวกินได้ทุกอย่าง สอง หนัง เขี้ยว และกะโหลก เอาไว้โชว์แสดงถึงอำนาจ สาม กระดูก และอวัยวะเพศ ถือว่าเป็นยาโด๊ปชั้นดี และสุดท้าย หากได้มันเลี้ยงแบบตัวเป็นๆ ในบ้าน สวนสัตว์ หรืออาณาจักรของผู้ครอบครอง ก็แสดงถึงอำนาจบารมี ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ไร้สาระ
จากประโยชน์ของเสือ ทำให้เสือกลายเป็นเสือลำบากมีโอกาสตาย และสูญพันธุ์สูงสุดในบรรดาสัตว์ป่าทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ขบวนการค้าสัตว์จึงกำเนิดอย่างเต็มรูปแบบ และมีหลากวิธีในการ “สวม” คือ การเอาลูกเสือที่เกิดใหม่มาสวมกับเอกสารเดิมที่เจ้าหน้าที่ได้ออกไว้ให้ ที่ผ่านมาไทยเคยออกเอกสารสิทธิการครอบครองเสือไว้ 2 ครั้ง คือ เมื่อปี 2535 และ 2546 ทำให้เสือตามเอกสารเหล่านี้ยังคงอยู่ตามเดิม มีจำนวนที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เกิด ไม่ตาย
“ผมเรียกพวกนี้ว่า กลุ่มฟอกสัตว์ ที่ปัจจุบันกลุ่มคนพวกนี้กำลังพัฒนาเป็น ‘สวนสัตว์’ และพยายามวิ่งเต้นเพื่อทำให้เป็นเรื่องถูกกฎหมายเพื่อที่จะเพาะพันธุ์เสือแอบจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ หากกลายเป็นสวนสัตว์ได้ก็จะยากแก่การเข้าตรวจสอบทันที” สารวัตรอรรถพล บอก
สำหรับเสือถือเป็นสัตว์ที่น่าสงสาร เกิดมาก็ต้องติดคุกตลอดชีวิต และต้องตาย เพราะเจ้าของต้องการขายซาก เฉลี่ยจะมีอายุราว 1 ปีครึ่งก็ถูกฆ่า เพราะเลี้ยงต่อไปจะเสียเงินราว 1 หมื่นบาทต่อเดือนต่อตัว จากนั้นจะเอาลูกที่เกิดใหม่มาสวมเอกสารสิทธิ ในขณะที่เสือที่อยู่ในป่าก็เป็นเป้าของพรานนักล่าเพื่อเอามาขายให้กับขบวนการ
สารวัตรอรรถพล บอกว่า จากประสบการณ์ที่เข้าจับกุมแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ป่า และเสือ เจ้าของแต่ละคนก็มักอ้างว่ามีเอกสารรับรองหมดทุกตัว แต่เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าของจะจำชื่อของเสือที่เลี้ยงไว้ไม่ได้ หากเลี้ยงจริงจะต้องจำชื่อได้ จากนี้ไปตำรวจ ปทส.จะเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างนายทุนพวกนี้อย่างจริงจังโดยมีกลุ่มจังหวัดเป้าหมายอยู่ 3 กลุ่มหลัก
ภาคเหนือจะอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ภาคอีสานจะอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ และ จ.อุบลราชธานี อีกกลุ่มอยู่ในภาคตะวันออกและกลาง เช่น จ.ชลบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก และสระบุรี เป็นต้น ทั้งหมดถือเป็นเครือข่ายเดียวกันหมด โดยมีนายทุนใหญ่อยู่เบื้องหลัง และมีนักการเมืองทั้งระดับชาติ ท้องถิ่น และข้าราชการ สนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ผลการจับกุมนายอนุชา แซ่ม้า ซึ่งเป็นผู้ชำแหละซากเสือในบ้านพัก ซอยพระยาสุเรนทร์ 12 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา ที่เจ้าหน้าที่ค้นพบซากเสือโคร่งชำแหละอยู่ในถุงดำ 3 ถุง จนขยายผลไปยังนายอ๊อด บางกรวย เมื่อวันที่ 4 ก.พ.นั้น เป็นแก๊งเดียวกันกับสวนสัตว์เถื่อนใน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ที่เจ้าหน้าที่เข้าค้นไปเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2554
ครั้งนั้นตำรวจยึดของกลางเป็นลูกเสือดาว ที่หากส่งขายต่างประเทศจะมีราคาสูงถึง 1-1.5 ล้านบาท และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจก็ขยายผลเข้าตรวจค้นสวนสัตว์เถื่อนใน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ยึดสิงโตเผือกได้ 13 ตัว เสือ 5 ตัว และสัตว์หายากรวม 52 ชนิด โดยเฉพาะสิงโตเผือกนั้นหากนำลูกไปขายในต่างประเทศจะมีราคาสูงถึงตัวละ 3 ล้านบาททีเดียว
ต้องรอดูปฏิบัติการของ ปทส.ว่าจะเอาจริงเอาจังตามที่ประกาศไว้หรือไม่ หรือการไล่ล่าครั้งนี้จะเจอตอเหมือนในอดีต !!!







