
หนี้พุ่ง ลากเศรษฐกิจเข้าเรดโซน
ต้องจับตาไม่กะพริบสำหรับยอดหนี้สาธารณะของประเทศ ที่กำลังทะยานเข้าสู่เขตอันตรายอย่างรวดเร็ว
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง/ชลลดา อิงศรีสว่าง
ต้องจับตาไม่กะพริบสำหรับยอดหนี้สาธารณะของประเทศ ที่กำลังทะยานเข้าสู่เขตอันตรายอย่างรวดเร็ว
จากแผนการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะของคลังล่าสุด ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ จะทำให้สัดส่วนหนี้จาก 42% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) พุ่งขึ้นไปแตะ 50% ของจีดีพี ภายในปีนี้หรือปีหน้าทันที
แผนการปรับหนี้ล่าสุด มีการกู้เพิ่มเติมถึง 4.5 แสนล้านบาท เป็นการกู้จากการกู้เงิน พ.ร.ก. พัฒนาแหล่งน้ำป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท พ.ร.ก.กู้เงินกองทุนประกัน 5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังกู้ขาดดุลเพิ่มปี 2555 อีก 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเดิมทำแผนการกู้ขาดดุลไว้ 3.5 แสนล้านบาท แต่ภายหลังมีการทำขาดดุลเพิ่มเป็น 4 แสนล้านบาท
เมื่อเหมารวมตามแผนการกู้เงินภายใน 2 ปี รัฐบาลจะต้องกู้เงินตาม พ.ร.ก. และขาดดุลงบ ประมาณปี 2555 รวมกันเป็นเงิน 8 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อคิดเป็นสัดส่วนหนี้ที่เพิ่มขึ้น 8% ของจีดีพี ทำให้สัดส่วนหนี้ในปีหน้าพุ่งแตะระดับที่อยู่นิ่งไม่ได้อีกต่อไป
แม้ว่ายอดหนี้สาธารณะที่ระดับ 50% ของจีดีพี ยังต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60%
แต่แนวโน้มที่รัฐบาลยังต้องกู้เงินอีกต่อเนื่องในอนาคต ยังเป็นความเสี่ยงล่อแหลมทำให้หนี้ไทยเกินเพดานได้ไม่ยาก
ปี 2556 รัฐบาลทำงบประมาณแบบขาดดุลอีก 3.5 แสนล้านบาท แม้ว่าจะลดลงมา แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะทำงบประมาณให้เข้าสู่สมดุลได้เมื่อไรปีไหน ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้หนี้ของไทยยังพุ่งทะยานไม่หยุด
ยิ่งทำงบสมดุลได้ช้า ยิ่งทำให้ความเสี่ยงด้านการเงินการคลังสูงขึ้นเรื่อยๆ
จุดเปราะบางดังกล่าว ไม่ต่างอะไรกับจุดเริ่มต้นวิกฤตเศรษฐกิจของกรีซ และหลายประเทศในยุโรป ที่เกิดจากการมีหนี้เกินตัว จนสุดท้ายเอาตัวไม่รอด
ภาวะหนี้ของไทยแม้ว่ายังไม่เข้าขั้นวิกฤตเหมือนกรีซ แต่สัญญาณและการดำเนินการหลายอย่างของรัฐบาล กำลังพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงเสียหายเหมือนประเทศกรีซ อย่างปฏิเสธไม่ได้
ที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลมาบริหารประเทศได้ครึ่งปี มีการดำเนินนโยบายลดแลกแจกแถม แบบไม่กลัวเจ๊งไม่กลัวตายเหมือนกับเราเป็นประเทศร่ำรวย
นโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถมต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรก ทำให้เสียเงินภาษี 3 หมื่นล้านบาท โครงการบ้านหลังแรก เสียเงินภาษี 1 หมื่นล้านบาท และการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ทำให้ภาษีหายไป 1.5 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายจำนำข้าว ที่ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินรับจำนำให้รัฐบาลไปก่อน 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งหนีไม่พ้นทำให้หนี้สาธารณะในอนาคตพุ่งเพิ่มขึ้นอีกมาก
หรือจะเป็นโครงการเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้านอีก 8 หมื่นล้านบาท รัฐบาลก็แปะโป้งให้ธนาคารออมสินจ่ายเงินแทนให้ก่อน โดยรัฐบาลจะตั้งงบประมาณมาใช้ต้นใช้ดอกภายหลัง ซึ่งฟันธงได้ว่ารัฐบาลเป็นวัวพันหลัก หารายได้เพิ่มไม่ได้ ก็ต้องไปกู้เงินทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มในปีต่อไป เพื่อมาใช้ธนาคารออมสิน
การใช้เงินมือเติบไม่คิดเผื่อหน้าเผื่อหลัง เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ไทยต้องกู้สนั่นในขณะนี้
พอเกิดมีน้ำท่วมเกิดหายนะเสียหายเป็นล้านล้านบาท ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลฟื้นฟูประเทศ ก็หนีไม่พ้นต้องกู้ เมื่อทั้งประชานิยมก็ต้องกู้ ฟื้นฟูประเทศก็ต้องกู้ ทำให้หนี้ไทยบานฉ่ำ น่าเสียวไส้ขึ้นทุกวัน
ที่สำคัญรัฐบาลเหมือนหมูไม่กลัวน้ำร้อน ไม่แตะเบรกโครงการประชานิยม แต่ยังเดินหน้าชนิดเสียเท่าไรไม่ว่า ขอให้ได้เสียงได้ใจการเมืองไว้ก่อน
โครงการพักหนี้ครัวเรือนไม่เกินรายละ 5 แสนบาท ที่เป็นหนึ่งในโครงการประชานิยมของรัฐบาล ที่ผ่านมาให้สิทธิเฉพาะหนี้เสีย ปรากฏคนมาเข้าน้อย รัฐบาลกลัวไม่ได้ใจมวลชน เปิดอ้าให้ลูกหนี้ดีได้พักหนี้กับเขาด้วย
เป็นผลที่ทำให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐรายได้หายกำไรหด ที่หนักกว่านั้นแบงก์รัฐบางแบงก์ส่อเจ๊งมีผลประกอบการขาดทุน ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
และหากเป็นเช่นนั้น ก็คงหนีไม่พ้นต้องกู้ไปอุ้มแบงก์ที่เกิดจากรัฐบาลใช้เป็นแขนเป็นขาสนองนโยบายจนบาดเจ็บล้มตาย
การใช้จ่ายของรัฐบาลที่เงินภาษีเหมือนเป็นเบี้ย ขณะที่การเก็บรายได้นิ่งอยู่กับที่ รัฐบาลไม่แตะไม่ต้อง เพราะกลัวเสียคะแนนทางการเมือง ยิ่งเป็นตัวเร่งทำให้หนี้ของไทยขึ้นสูงปรอทแตกในไม่ช้า
นโยบายลดภาษีน้ำมันดีเซลเสียรายได้เดือนละ 9,000 ล้านบาท ไม่มีวี่แววจะกลับขึ้นมาเหมือนเดิม แถมรัฐบาลยังส่งสัญญาณขยายเวลาลดภาษีออกต่อไปเรื่อยๆ
การลดภาษีนิติบุคคลในปีนี้จาก 30% เหลือ 23% และในปีหน้าเหลือ 20% ทำให้รัฐบาลรายได้หายไปจำนวนมาก
ที่สำคัญการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นของแสลง ของนักการเมืองทุกพรรคทุกรัฐบาล นับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เหลือ 7% มาเป็นเวลากว่า 10 ปี ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
แม้แต่ในช่วงที่รัฐบาลทักษิณ สมัยแรกช่วงปี 2544-2548 เศรษฐกิจโต 6-7% ก็ยังไม่กล้าขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ที่ผ่านมาองค์กรการเงินระหว่างประเทศ แนะนำให้ไทยปรับปรุงการเก็บรายได้ และทุกครั้งก็ขอให้มีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งข้อเสนอก็ไม่ได้รับการตอบสนอง
นอกจากนี้ การคิดสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยที่จะไปแตะ 50% เป็นการคิดอยู่บนพื้นฐานมองโลกแง่ดีว่าเศรษฐกิจจะโตได้ตามเป้าโดยไม่มีปัญหา
แต่ความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยยังเปราะบางเหมือนแก้วบางที่พร้อมจะร้าวหรือแตกได้อยู่ตลอดเวลา
ผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ยุโรปยังมีปัญหาแก้ไม่ตก 2 วันดี 3 วันไข้ ลูกผีลูกคนจะไปรอดหรือกอดคอกันตายยังไม่ใครกล้าฟันธง
เศรษฐกิจสหรัฐ ยังฟื้นไม่เต็มที่ เศรษฐกิจจีนเริ่มอ่อนแรง มีการปรับการขยายตัวลดลง กระทบการส่งออกเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย
ส่วนพี่เบิ้มอย่างญี่ปุ่นว่าแน่ๆ มีเงินถุงเงินถัง ยังโดนเตือนว่าหนี้จะท่วมประเทศ เป็นวิกฤตเหมือนกรีซ ขณะที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็ยังถูกรุมเร้าจากภัยธรรมชาติทั้งในและนอกประเทศตัวเอง
แค่ลำพังเศรษฐกิจโลกที่อ่อนไหว เศรษฐกิจก็ร้อนหนาวจะทานอยู่หรือไม่
ยังมีปัญหาเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งไม่หยุด ขนาดยังไม่มีสงครามอิหร่าน น้ำมันในประเทศยังต้องอุดหนุนกันจนกองทุนต้องกู้ถึง 3 หมื่นล้านบาท
ซึ่งหากมีการรบในอิหร่าน ราคาน้ำมันในตลาดโลกดูไม่จืด เศรษฐกิจไทยก็คงถูกเผาเป็นจุล ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะโตได้ 4-5% อาจจะเตี้ยติดดิน 0.1% เหมือนปีที่ผ่านมาก็เป็นไปได้
หากเป็นเช่นนั้น ซึ่งที่ตามมาสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย จะพุ่งเป็นยอดตำลึงไต่ข้ามรั้วชั่วข้ามคืนเท่านั้น
ระดับสัดส่วนหนี้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี ตามกรอบความยังยืนทางการคลัง เห็นทีจะต้านไม่อยู่
และเมื่อนั้นฝันร้ายเศรษฐกิจไทยก็จะตามมาติดๆ เครดิตของบประเทศมีปัญหา ต้นทุนการกู้เงินของประเทศสูงขึ้น การส่งออกลด ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ควบคู่ไปกับการขาดดุลการคลัง
ซึ่งถึงจุดนั้นเศรษฐกิจไทย ก็ไม่ต่างกับกรีซในวันนี้ เพราะจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาเดียวกัน คือใช้จ่ายเกินตัว รายได้ไม่พอ ก็กู้กันจนลากเศรษฐกิจลงเหวในที่สุด
เมื่อรู้ว่าปัญหาจะเกิดสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำคือการกลับไปทบทวนนโยบายประชานิยมที่จะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเสียใหม่
การใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศพ้นจากปากเหว แต่เชื่อว่าด้วยเหตุผลทางการเมือง รัฐบาลจะไม่เลือกทำนโยบายเศรษฐกิจแบบอนุรักษนิยม ยังคงใช้นโยบายบริหารบนความเสี่ยงต่อไป
เพราะรัฐบาลเลือกแล้วที่จะให้เศรษฐกิจโต มากกว่าจะให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ







