
เดินหน้าปรองดอง ปูทาง "ทักษิณ" กลับไทย
เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยข่าวฮือฮา เมื่อมีสัญญาณส่งมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า “จะกลับไทยปลายปีนี้”
เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยข่าวฮือฮา เมื่อมีสัญญาณส่งมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า “จะกลับไทยปลายปีนี้” เป็นความมั่นใจที่มีมากกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา สัญญาณจาก พ.ต.ท.ทักษิณ สอดคล้องกับคำพูดของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวไว้ที่ประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บ้านเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ ระหว่างมอบนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้กับข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มารับฟังประมาณ 3,000 คน ตอนหนึ่งว่า จะเอา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน จะใช้วิธีเซอร์ไพรส์ในเร็วๆ นี้ โดยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นั่งเครื่องบินส่วนตัวมาลงที่สนามบินจังหวัดเชียงใหม่ แล้วให้ ผวจ.เชียงใหม่ ไปต้อนรับ เพราะเคยหนีออกนอกประเทศนานถึง 1 ปี คิดถึงบ้านแทบตาย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ต่างประเทศ 5 ปี คงคิดถึงบ้านแย่
ขณะที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า วันนี้ไม่ได้หารือเพื่อนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่เร่งแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูพื้นที่หลังสถานการณ์อุทกภัย รวมทั้งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จึงขอให้กระบวนการปรองดองเป็นฝ่ายทำหน้าที่และเดินหน้าจะดีกว่า
ด้าน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถกลับประเทศได้ แต่ก็ต้องมารับโทษก่อน และเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีสัญญาณว่าจะแก้เรื่องอำนาจศาลและองค์กรอิสระ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อลบล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยิ่งจะเพิ่มความร้อนแรงและจะนำไปสู่ความขัดแย้งบานปลายอย่างแน่นอน
ท่ามกลางการเร่งเครื่องแก้รัฐธรรมนูญเกิดกระแสต้านรัฐบาล ยุบหรือโละทิ้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง ขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ยืนยันในหลักการว่า ต้องทำให้ศาลมีความเป็นกลาง ปราศจากการถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ดังนั้นการแก้ไขคงเป็นแค่การหามาตรการป้องกันไม่ให้ศาลถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อให้มีความเป็นอิสระ
กระแสข่าวการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในจังหวะที่รัฐบาล พท.เดินเครื่องปรองดองเต็มตัว พร้อมๆ กับมีข้อเสนอจากสถาบันพระปกเกล้าได้เปิดเผยเนื้อหาของรายงานการวิจัยเรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ปรองดอง) ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เป็นประธาน
อีกประเด็นการเมืองที่น่าสนใจเมื่อ พท.ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้สำเร็จ เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามข้อเสนอคณะกรรมการประสานงานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง (ปคอป.) ในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ปลายปี 2548 ถึงเดือน พ.ค. 2553 วงเงิน 2,000 ล้านบาท ให้กับผู้เสียชีวิต กลุ่มที่ 1 หมายถึง ประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือสื่อมวลชนที่เสียชีวิต ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะสำคัญ สูญเสียอวัยวะไม่สำคัญ และบาดเจ็บ จากการคำนวณเบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ได้รับการเยียวยาประมาณ 1,900 คน ผู้เสียชีวิตประมาณ 100 คน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยเบิกจ่าย
สำหรับการจ่ายเงินกรณีผู้เสียชีวิต ได้รับค่าปลงศพทันที 2.5 แสนบาท และจะได้อีก 2 ส่วน คือ การเยียวยาด้านจิตใจ 3 ล้านบาท จะจ่ายทันที และอีก 4.5 ล้านบาท โดย ครม.ได้ให้แนวทางการจ่ายเงินจำนวนนี้ว่า ให้พิจารณาว่าต้องยั่งยืนและเป็นประโยชน์กับครอบครัว หรือผู้อยู่ในอุปการะอย่างแท้จริง อาจจ่ายเป็นพันธบัตร หรือสลากออมสิน เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ผู้ที่จะขอรับเงินต้องไปดำเนินการยื่นเรื่องต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ที่ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี เลขที่ 255 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร (กทม.) 10400 หมายเลขโทรศัพท์ 02-659-6263 เริ่มวันพฤหัสบดีที่ 8 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป
นอกจากนี้ กลางสัปดาห์ ยิ่งลักษณ์ บินไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 6-9 มี.ค. เพื่อไปตอกย้ำความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลมีแผนป้องกันน้ำท่วม เช่น สร้างกำแพงป้องกันน้ำและการยกระดับถนนเพื่อป้องกันเชิงซ้อน และรัฐบาลจะเปิดตัวกองทุนมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อประกันภัยพิบัติให้กับบริษัทและลดการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล 20%
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมควงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมไปโรดโชว์สร้างความเชื่อมั่นการลงทุนที่ประเทศจีน วันที่ 17-18 มี.ค. 2555 และเกาหลีใต้ วันที่ 20-25 มี.ค. 2555 โดยต้องการให้ภาคเอกชนร่วมเดินทางไปด้วย เหมือนการไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีนักธุรกิจไทยร่วมไปด้วย 31 คน โดยจะหารือถึงการสร้างเครือข่ายธุรกิจหลายสาขา รวมทั้งจะมีเวทีหารือระหว่างเอกชนกับทั้งสองประเทศ เพื่อให้นักธุรกิจต่างชาติได้รับฟังข้อมูลจากนักธุรกิจด้วยกัน
ปิดท้ายด้วยข่าวที่น่าสลดใจ เมื่อสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง กรณีคนร้ายลอบวางระเบิดถล่มชุดทหารที่กลับจากภารกิจคุ้มครองพุทธศาสนิกชนในวันมาฆบูชา จนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย ที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และอีกวันถัดมาเกิดเหตุคนร้ายบุกโจมตีฐานปฏิบัติการหมวดปืนเล็กที่ 2 กองร้อยปืนเล็กที่ 1 ชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 32 และกองบังคับการชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 32 อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คนร้ายพยายามจะเข้าไปในฐานปฏิบัติการหมวดปืนเล็กที่ 2 เพราะต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ ส่วนเรื่องความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
และในเชิงนโยบาย รัฐบาลได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ศึกษาเขตปกครองพิเศษแนวทางใหม่ในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าขัดรัฐธรรมนูญว่าด้วยกฎหมายการกระจายอำนาจหรือไม่ เพราะปัจจุบันในพื้นที่ใช้ระบบการกระจายอำนาจทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือเทศบาลอยู่แล้ว และหากรวมกัน 3 จังหวัด จะทำให้การบริหารจัดการราชการใหญ่เกินไป หรือจะเปิดให้มีการปกครองแบบพัทยา หรือ กทม. ซึ่งต้องศึกษาในรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร







