
แอพฯจ้องชิงส่วนแบ่งแท็บเล็ตเด็กประถม
นักพัฒนาแอพพลิเคชันสำหรับแท็บเล็ตหลายราย
นักพัฒนาแอพพลิเคชันสำหรับแท็บเล็ตหลายราย กำลังจับตามองนโยบายแจกแท็บเล็ตให้แก่นักเรียนกว่า 8 แสนราย ตาเป็นมัน เพราะผู้ใช้ที่จะเพิ่มขึ้นเหล่านี้ คือขุมทรัพย์ใหม่ที่จะขายแอพพลิเคชัน
จริงอยู่แม้ว่าวัตถุประสงค์ของรัฐบาลต้องการให้เด็กนักเรียนใช้แท็บเล็ตเป็นสื่อการเรียนรู้ สร้างความสนุกสนาน ไม่ทำให้การเรียนน่าเบื่อหน่าย แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถจำกัดการใช้งานแท็บเล็ตของเด็ก ป.1 ทั่วประเทศได้ ว่าจะใช้งานอยู่เพียงแค่การอ่านหนังสือ หรือใช้สำหรับการเรียนเพียงอย่างเดียว
อย่าลืมว่าคุณสมบัติของแท็บเล็ตนั้นสามารถโหลดแอพฯ เพิ่มได้ด้วย และแอพฯ ที่มีแนวโน้มจะถูกโหลดมากที่สุดคือ เกมต่างๆ นั่นเอง
ในขณะนี้วงการผู้พัฒนาแอพฯ กำลังมุ่งเป้ามาสู่แท็บเล็ต ป.1 กันไม่น้อยทีเดียว เพราะถือว่าเป็นตลาดใหม่ ตลาดใหญ่ และเป็นตลาดที่มีภูมิคุ้มกันตัวเองน้อยมาก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะพัฒนา หรือขายแอพฯ สำหรับเด็ก ป.1
“จับตาดูให้ดี หลังจากนี้จะมีแอพฯ เกมสำหรับเด็กออกมามากมาย ราคาเกมไม่ต้องแพงหรอก แค่เกมละ 510 บาท กับจำนวนแท็บเล็ต 8 แสนเครื่อง ขอลูกค้าแค่ครึ่งเดียวเจ้าของแอพฯ ก็รวยแล้ว เพราะเกมเหล่านี้ไม่ได้ใช้ต้นทุนอะไรมากมายนัก เพียงแต่ต้องแบ่งส่วนแบ่งรายได้กับเจ้าของช่องทางการขายแอพฯ อย่างแอพฯ สโตร์เท่านั้น” แหล่งข่าวจากวงการผู้พัฒนาแอพฯ เปิดเผย
สำหรับแอพฯ หลอกเด็กเหล่านี้จะมีราคาไม่แพงมากนัก เพื่อที่จะทำให้การตัดสินใจซื้อทำได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ปกครองจะไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองแต่อย่างใด แต่ความไม่แพงของแอพฯ เหล่านี้จะกลายเป็นขุมทรัพย์กองใหม่ที่ใครๆ ก็ต้องการกระโดดเข้ามาแย่งชิงกันอย่างสนุกมือ
อย่างไรก็ดี อีกมุมหนึ่งแท็บเล็ต 8 แสนเครื่อง ก็กลายเป็นขุมทรัพย์สำหรับผู้พัฒนาแอพฯ ด้านการศึกษาด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากเนื้อหาหลักสูตรที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะบรรจุเข้าไปในตัวเครื่องแล้ว นโยบายของ สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ยังเปิดโอกาสให้โรงเรียนต่างๆ สามารถจัดซื้อจัดหาแอพฯ ด้านการเรียนรู้มาโหลดเข้าไปในแท็บเล็ตเพิ่มเติมได้ โดยให้เหตุผลว่าหลักสูตรที่จัดให้อาจจะไม่ดีพอ หรือสู้แอพฯ ใหม่ๆ ไม่ได้ จึงควรจะจัดหาเพื่อเพิ่มเติมความรู้เข้าไปเสริมควบคู่ไปกับหลักสูตรกลาง
ขณะเดียวกัน ประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้แท็บเล็ตที่มีต่อเด็กในวัย ป.1 ก็เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองให้ความสนใจเช่นกัน
แม้ว่า ศธ.จะทำโครงการนำร่องวิจัยความพร้อมของเด็ก ป.1 ในการใช้แท็บเล็ตใน 5 โรงเรียน ระหว่างเดือน ม.ค.–ก.ย.ปีนี้ ประกอบด้วย 1.โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) 2.โรงเรียนราชวินิต กทม. 3.โรงเรียนอนุบาลลำปาง จ.ลำปาง 4.โรงเรียนสนามบิน จ.ขอนแก่น และ 5.โรงเรียนอนุบาลพังงา จ.พังงา โดยให้นักเรียนชั้น ป.1 และ ป.4 ชั้นเรียนละ 1 ห้อง ห้องละประมาณ 4050 คน
แต่เนื่องจากโครงการยังเพิ่งทดลองได้ไม่นาน ผลกระทบที่มีต่อเด็กทั้งด้านลบและด้านบวก จึงยังไม่สามารถเห็นได้ชัดในขณะนี้
แสงระวี วาจาวุทธ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิต ระบุว่า ตั้งแต่ประมาณเดือน ม.ค. ซึ่งเริ่มโครงการนำร่องจนถึงขณะนี้ ยังไม่พบปัญหาเชิงลบจากการใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอน เนื่องจากการใช้อุปกรณ์ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของครูผู้สอนที่ผ่านการอบรมอย่างเคร่งครัด
“ทุกครั้งที่ใช้เครื่องแท็บเล็ต เรากำหนดให้เด็กต้องคัดลอกเนื้อหาจากเครื่องเป็นลายมือและใช้วันละไม่เกิน 2 ชั่วโมง และโดยหลักๆ เป็นเพียงการเรียนเสริมนอกเหนือจากตำราเรียนเช่นเดียวจากที่เคยเรียนจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ข้อดีคือบางเรื่องในตำราไม่อัพเดตหรือไม่มีภาพอธิบายชัดเจน ก็ค้นเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตได้ และตรงนี้สามารถดึงดูด สร้างแรงจูงใจให้เด็กสนใจการเรียนเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นแค่ตัวช่วยเท่านั้น เพราะเด็ก ป.1 ยังเป็นเด็กเล็กต้องอาศัยครูผู้สอนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด” ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิต กล่าว
แสงระวี กล่าวอีกว่า ในการวิจัยจะมีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เช่น คณะแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จะเก็บข้อมูลเรื่องแสงสว่างจากจอ ลักษณะการเอียงคอของเด็กขณะใช้แท็บเล็ต การใช้ข้อมือและนิ้วสัมผัสหน้าจอ อย่างไรก็ตาม การประมวลผลการวิจัยทาง มศว จะเร่งดำเนินการให้ลุล่วงประมาณปลายเดือน มี.ค.
แม้ผลการวิจัยทดลองต่างๆ จะยังต้องใช้เวลาสรุปอีกระยะ แต่ในมุมมองของ พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ก็เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องฉุกคิดไม่น้อย
พรพรรณ ระบุว่า การใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอนต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเด็ก ป.1 อยู่ในวัยที่วิวัฒนาการด้านการเรียนรู้ของสมองกับจิตใจสัมพันธ์กัน เป็นวัยที่พร้อมที่จะเปิดรับสิ่งต่างๆ
“เด็กวัยนี้ดูแลตัวเองเพื่อใช้เทคโนโลยีได้ไม่ดีนัก โดยกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของการมองเห็นสิ่งใดที่จดจ่ออยู่เป็นเวลานานหลีกเลี่ยงที่จะได้รับผลกระทบไม่ได้ ขณะที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะเรื่องของการเขียนการอ่านเข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกชนิดสำหรับเด็กวัยนี้ จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากผู้ใหญ่รอบข้างอย่างใกล้ชิด” ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าว
พรพรรณ ย้ำอีกว่า สาเหตุที่ต้องคำนึงถึงเรื่องดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการศึกษารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้สื่อเทคโนโลยี การวิจัยในรูปแบบต่างๆ ว่าควรจะดำเนินการอย่างไรบ้าง มีเพียงการอบรมการใช้งานในภาพรวมกว้างๆ เท่านั้น เครื่องมือที่คาดหวังว่าจะช่วยด้านการศึกษา จึงยังมีด้านที่สุ่มเสี่ยงต่อตัวแปรการเรียนรู้ที่ส่งผลโดยตรงต่อการใช้เครื่องมือผิดประเภท โดยไม่รู้เท่าทันหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์
“ไม่มีใครตอบได้การใช้แท็บเล็ตจะเป็นอย่างไร เพราะเป็นเครื่องมือที่มีแง่มุมมากมายให้มอง เช่นเดียวกับเกมคอมพิวเตอร์ก็ยังต้องเลือกที่เหมาะกับวัย ซึ่งมีการวิจัยศึกษาเรื่องความเหมาะสมแล้ว เป็นเรื่องของผู้ใช้และในอนาคตควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการดูแลเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม” พรพรรณ กล่าว
เช่นเดียวกับ ครรชิต มาลัยวงศ์ ราชบัณฑิต นายกสมาคมครูเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนแสดงให้เห็นเรื่องการเตรียมความพร้อมในแต่ละด้านให้เห็นเลย และสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการใช้แท็บเล็ตเรียนหนังสือ จะสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการเรียนรู้และถูกมองว่าเข้ามาแทนที่หนังสือเรียนอย่างสิ้นเชิง
ครรชิต กล่าวว่า สิ่งใดที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบปัญหาที่จะเกิดขึ้นอาจจะเริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น เรื่องการดูแล การอบรมครูก็ยังไม่มี โดยครูส่วนใหญ่ที่ไม่มีแท็บเล็ตใช้จะนำความรู้ด้านนี้จากที่ไหนไปบอกเด็ก การอบรมเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งอาจจะไม่เพียงพอ ขณะที่งานวิจัยที่ทำอยู่ก็ทำเพียงในระยะสั้นกับเด็กกลุ่มเล็กๆ และผลที่ได้ไม่ได้หมายความว่าจะตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กอีก 8.6 แสนคน ซึ่งมีปัญหาหลากหลายทั่วประเทศได้







