posttoday
นักวิชาการห่วงสมุนไพรป่าสูญพันธุ์

นักวิชาการห่วงสมุนไพรป่าสูญพันธุ์

10 มีนาคม 2555

นักวิชาการ-สสส. ห่วงสมุนไพรป่าเสี่ยงสูญพันธุ์ เร่งสำรวจจัดทำแผนที่สมุนไพรภายใน 3 ปี ป้องกันสูญหาย-ถูกฉกทรัพยากรหลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

นักวิชาการ-สสส. ห่วงสมุนไพรป่าเสี่ยงสูญพันธุ์   เร่งสำรวจจัดทำแผนที่สมุนไพรภายใน 3 ปี  ป้องกันสูญหาย-ถูกฉกทรัพยากรหลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ) เครือข่ายสุขภาพวิถีไทย เครือข่ายหมอพื้นบ้าน 4 ภาค มูลนิธิสุขภาพไทย และแผนงานสร้างเสริมระบบสุขภาพชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดสัมมนาวิชาการ “ร่วมอนุรักษ์และปลูกป่าสมุนไพรให้ยั่งยืนได้อย่างไร"

นางภัสรา ชวประดิษฐ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2553 ของกรมส่งเสริมการเกษตร มีเกษตรที่ปลูกพืชสมุนไพร 11,192 ครัวเรือน มีเนื้อที่ปลูกพืชสมุนไพร รวม 47,890 ไร่ มีวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปสมุนไพรมีจำนวน 1,519 วิสาหกิจชุมชน มีการปลูกพืชสมุนไพร 53 ชนิด โดยพืชสมุนไพรที่มีการปลูกเชิงการค้า ได้แก่ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร บัวบก ว่านหางจระเข้ พริกไทย และไพล ซึ่งปัญหาของการปลูกสมุนไพร คือ ปริมาณอาจมากหรือน้อยเกินไป คุณภาพ และความปลอดภัย สมุนไพรป่า ที่ไม่มีการปลูก เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เพราะมีการเก็บสมุนไพรไปใช้หรือขาย เช่น รากย่านาง รากคนทา รากมะเดื่อชุมพร รากชิงซี่ รากท้าวยายม่อม และอัคคีทวาร ซึ่งการปลูกพืชสมุนไพรมีข้อจำกัด เกษตรกรขยายพันธุ์ไม่เป็น ต้องใช้เวลาเพาะพันธุ์นาน และหลายชนิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ดร.อุษา กลิ่นหอม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการคุ้มครองสมุนไพรในเขตป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่ภูผากูด จ.มุกดาหาร และจ.มหาสารคาม พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ชนบทบริโภคและใช้สมุนไพรมากถึง 78 % เป็นการใช้เพื่อเยียวยา รักษาผ่านการปรึกษาหมอพื้นบ้าน และอาศัยภูมิปัญญาความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน ทำให้สมุนไพรถูกใช้อย่างคุ้มค่าเฉพาะที่จำเป็น ส่วนในพื้นที่เขตเมือง ประชาชนนิยมบริโภคสมุนไพรแบบสำเร็จรูป เช่น ขมิ้นชัน มะรุม ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น และเป็นการใช้ตามกระแส โดยไม่ได้คำนึงว่าเหมาะสมกับสภาพหรือความจำเป็นต่อร่างกายหรือไม่ ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้มากเกินความจำเป็น สูญเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ และเสี่ยงต่อการถูกหลอก เพราะทรัพยากรที่เป็นสมุนไพรชนิดนั้นๆ มีไม่เพียงพอต้องนำของอื่นมาผสมแทน ซึ่งอาจอันตรายต่อสุขภาพ จึงควรส่งเสริมและให้ความรู้แก่คนไทย รู้จักการใช้สมุนไพรให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงมากกว่าการใช้ตามการถูกกระตุ้นของสื่อต่างๆ

 “สิ่งสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการเพื่ออนุรักษ์สมุนไพรจากป่า คือ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรประสานความร่วมมือศึกษาและสำรวจแหล่งของสมุนไพรชนิดต่างๆ ว่ามีอยู่ในพื้นที่ใด มีสรรพคุณอย่างไร เพื่อจัดทำเป็นแผนที่สมุนไพรของประเทศไทยว่ามีสมุนไพรชนิดไหนอยู่ในภูมิภาคใด และควรส่งเสริมให้มีการปลูกอย่างไร ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางการอนุรักษ์และส่งเสริมสมุนไพร และควรดำเนินการให้ได้อย่างน้อย 50% ของทั้งประเทศภายใน 3 ปีนับจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกขโมยทรัพยากรของประเทศเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558” ดร.อุษา กล่าว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท