
ขึ้นก๊าซหุงต้มขยับค่าแท็กซี่
หลังสัญญาณร้าย การบิดเบือนใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
หลังสัญญาณร้าย การบิดเบือนใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไปอุดหนุนราคาก๊าซในไทยให้ราคาใช้อยู่ที่ 330 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาก๊าซโลกพุ่งไปแล้วหลายเท่าตัว โดยเดือน มี.ค.ราคาก๊าซโลกตันละกว่า 1,200 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว
ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องเพิ่มเพดานการกู้เงินจาก 1 หมื่นล้านบาท เป็น 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินกู้จำนวนนี้ทางกระทรวงพลังงานคาดว่าจะพอช่วยตรึงราคาก๊าซให้ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไปได้แค่เดือน ต.ค. หรืออีก 6-7 เดือน ภายใต้เงื่อนไขราคาก๊าซโลกไม่พุ่งไปกว่านี้
แนวโน้มหนี้กองทุนน้ำมันฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วดังกล่าวส่งผลให้ล่าสุด อารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน ออกมายอมรับหลังเป็นประธานการประชุมเรื่องทิศทางและนโยบายพลังงานประจำปี 2555 ว่า มีแผนที่จะทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 2555 ซึ่งในระหว่างนี้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำลังศึกษาต้นทุนที่แท้จริงและข้อดี ข้อเสียตลอดจนความพร้อม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับภาคประชาชน
ทั้งนี้ คาดว่าการศึกษาจะเสร็จต้นเดือน เม.ย.นี้ โดยในหลักการคงไม่ถึงกับลอยตัวราคาครั้งเดียว แต่จะปรับอย่างเหมาะสมแบบขั้นบันได และจะหามาตรการในการอุดหนุนราคาให้กับผู้มีรายได้น้อย
“การลดอุดหนุนราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน ส่วนหนึ่งเพื่อรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ปี 2558 ซึ่งภาครัฐจะมีมาตรการมาช่วยลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้ แต่จะไม่เลือกใช้คูปองลดราคา เพราะน่ากลัวเกินไปที่อาจมีคนมาหาประโยชน์ตรงนี้ ซึ่งต่อไปอาจจะใช้วิธีชดเชยกลุ่มใครกลุ่มมัน หรือเก็บเงินจากกลุ่มผู้ใช้ที่มีศักยภาพมาอุ้มกลุ่มที่มีศักยภาพน้อยแทน ลักษณะเหมือนการคิดค่าไฟฟ้าในอัตราก้าวหน้า เพื่อให้ฐานการอุดหนุนสมดุลกัน” อารักษ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่เปลี่ยนบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เพราะต้องการให้ราคาขายปลีกพลังงานของประเทศไทยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะแอลพีจี เพราะที่ผ่านมากองทุนน้ำมันฯ ต้องเข้าไปชดเชยราคาและนำเข้าแอลพีจีจำนวนมาก จนทำให้มีฐานะติดลบถึง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวมาจากการจัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันถือว่าเป็นการบิดเบือนกลไกราคาและผิดวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันฯ ที่ก่อตั้งขึ้นมา เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ถูกนำมาใช้ตรึงราคาพลังงานนานเกินไป แม้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะกู้ 3 หมื่นล้านบาท แต่จะใช้ตรึงราคาพลังงานได้ถึงเดือน ต.ค.นี้เท่านั้น หากไม่มีการปรับขึ้นราคาพลังงานทั้งน้ำมัน แอลพีจี และเอ็นจีวีให้สะท้อนกับต้นทุนของราคาตลาดโลก
ณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การปรับบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ จะมี คุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานคณะกรรมการศึกษา เรื่องแก้กฎหมายเพื่อให้สามารถตั้งกองทุนสำรองน้ำมันแห่งชาติ เพื่อรองรับและป้องกันวิกฤตราคาพลังงานภายในประเทศ คาดจะเสร็จสิ้นเดือน เม.ย.นี้
สำหรับก๊าซภาคขนส่งที่ทยอยขึ้นไปก่อนหน้านี้ ก็เริ่มส่งผลกระทบให้ค่าโดยสารภาคขนส่งต้องปรับขึ้นตามต้นทุนก๊าซแอลพีจีหรือเอ็นจีวีแล้ว ศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ รักษาการปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จากการที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ภาคขนส่งอีก 75สต.ต่อ กก.เป็น 20.33 บาท และเชื้อเพลิงธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ปรับขึ้นอีก 50 สต.ต่อ กก.เป็น 10 บาท ย่อมกระทบให้ต้นทุนประกอบการของผู้ประกอบการแท็กซี่ปรับเพิ่มขึ้น
เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมอาจต้องยอมให้ผู้ประกอบการแท็กซี่ปรับขึ้นอัตรามิเตอร์ จากปัจจุบันที่เริ่มต้นในอัตรา 35 บาท แต่จะให้ปรับขึ้นเท่าไร ขณะนี้ยังบอกไม่ได้
สำหรับรถสองแถว รถโดยสาร และสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร ที่มี สุจินดา เชิดชัย เป็นนายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร ยื่นหนังสือขอปรับขึ้นค่าโดยสารนั้น ที่ผ่านมาผู้ประกอบการมักจะยื่นหนังสือเป็นเอกสารแผ่นเดียวขอปรับขึ้นราคา แต่ไม่มีรายละเอียดโครงสร้างต้นทุน ทำให้กระทรวงไม่สามารถพิจารณาค่าโดยสารได้ ซึ่งหากต้องการขึ้นค่าโดยสารต้องยื่นรายละเอียดต้นทุนมา
“แท็กซี่อาจจะจำเป็นต้องให้ปรับขึ้นค่ามิเตอร์ เพราะแนวโน้มราคาก๊าซจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากนโยบายรัฐบาลที่จะปล่อยราคาภาคขนส่งสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 ปีต่อจากนี้ ส่วนการปรับขึ้นค่าโดยสารรถสองแถว และรถโดยสาร ซึ่งส่วนใหญ่ใช้น้ำมันดีเซลนั้น อาจจะต้องรอให้ราคาน้ำมันดีเซลคงที่ก่อน จึงจะมีการพิจารณาเรื่องอัตราค่าโดยสาร โดยทั้ง 2 เรื่องจะต้องนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางให้เป็นผู้พิจารณาก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดนัดวันประชุม” ศิลปชัย กล่าว
จากภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ราคาก๊าซแอลพีจีหรือเอ็นจีวีที่ขึ้น ย่อมกระทบให้สินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องขยับตามแน่ โดยก๊าซภาคขนส่งที่ทยอยขึ้นไปแล้ว ได้เป็นเหตุผลให้ค่าโดยสารบริการขนส่งที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงต้องปรับขึ้นค่าโดยสารแน่
ที่สำคัญเมื่อรัฐบาลต้องเปลี่ยนแผนจากจะตรึงก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนหรือก๊าซหุงต้มไปขึ้นต้นปีหน้า ต้องมาขึ้นก๊าซหุงต้มเร็วขึ้น เพราะหนี้กองทุนน้ำมันฯ บานถึง 3 หมื่นล้านบาท สิ่งนี้ย่อมกระทบให้ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกงที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงต้องขึ้นราคาอาหารตามสั่งแน่ งานนี้ราคาแนะนำของกระทรวงพาณิชย์จานละ 25-30 บาท...ฟันธง! เอาไม่อยู่แน่







