
มวยการเมือง
ปีนี้ครบ 100 ปีแห่งกบฏการเมืองครั้งสำคัญครั้งแรกเมื่อปี 2455 ที่เรียกว่า “กบฏ ร.ศ.130”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ปีนี้ครบ 100 ปีแห่งกบฏการเมืองครั้งสำคัญครั้งแรกเมื่อปี 2455 ที่เรียกว่า “กบฏ ร.ศ.130” นำโดยร้อยโทเหล็ง ศรีจันทร์ กับพวกอีก 20 กว่าคน ที่คิดจะลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 6 แต่เกลือเป็นหนอนทำให้ความแตก มีคนในกลุ่มนำข่าวไปแจ้ง ในที่สุดถูกจับกุมแล้วศาลก็ตัดสินประหารชีวิตเสียเป็นส่วนใหญ่ ทว่าด้วยพระเมตตาจึงพระราชทานอภัยโทษให้ สูงสุดเพียงจำคุกตลอดชีวิตสำหรับบางคน และส่วนหนึ่งก็รับโทษจำขังลดหลั่นมาตามลำดับ
อีก 20 ปีต่อมาในวันที่ 24 มิ.ย. 2475คณะราษฎรก่อการกบฏประสบความสำเร็จ ขนานนามการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าคือ “การอภิวัฒน์” ด้วยนัยที่จะสื่อถึง “การเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ความเจริญ” ต่อมาก็ได้มีนักรัฐศาสตร์ไทยบางกลุ่มเรียกว่า “การปฏิวัติ” ที่หมายถึง “การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน” แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่ามาถึงวันนี้ “สปิริต” ของการเปลี่ยนแปลงแต่ครั้งกระนั้น “ยังไม่ไปถึงไหน”
การอภิวัฒน์กลายเป็น “อภิวิบัติ” เพราะทหารกับพลเรือนแย่งอำนาจกันประชาธิปไตยไม่เติบโตเพราะมีการเพิ่มอำนาจให้แก่ระบบราชการเข้าควบคุมประชาชน กลายเป็นระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ต่อมาหลังเหตุการณ์รัชกาลที่ 8 สวรรคต ทหารก็เข้ายึดอำนาจและเพิ่มพูนอำนาจของกองทัพเข้าครอบงำการเมืองไปทุกจุด แต่แล้วทหารก็แย่งชิงอำนาจกันเองใน ปี 2500 แล้วสร้างระบอบการเมืองใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า “พ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ” หรือ “เจ้าพ่อในกองทัพปกครองประชาชน”
หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 นักประชาธิปไตยหลายคนคาดหวังว่าประเทศไทยคงจะสร้างประชาธิปไตยขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง ทว่าเพียง 3 ปีก็มาพังลงไปโดยถูกทหารยึดอำนาจอีกในวันที่ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งตำรารัฐศาสตร์สรุปความล้มเหลวในช่วงนี้ว่าเกิดจากการใช้เสรีภาพเกินขอบเขต หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า “บ้าประชาธิปไตย”
จากนั้นมาจนถึงปี 2534 ที่ผู้เขียนในฐานะผู้สอนรัฐศาสตร์คนหนึ่งอยากจะเรียกว่าเป็นยุคแห่ง “ความปรองดองในผองผู้นำ” ที่ประกอบด้วย “กลุ่มอำนาจเก่า” คือชนชั้นสูง ทหาร และข้าราชการ กับ “กลุ่มอำนาจใหม่” คือนักการเมือง นักธุรกิจ และภาคประชาสังคมที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่กันไปได้อย่างราบรื่นพอควร แม้จะมีการลอบสังหารผู้นำและการก่อการกบฏอยู่ 3-4 ครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นในบ้านเมือง เพราะเป็นเพียงความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำหรือผู้ปกครองเป็นหลัก
ความรุนแรงในเดือน พ.ค. 2535 ก็ยังคงเป็นความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ ระหว่างอดีตผู้นำทหารที่ออกมาเล่นการเมืองอยู่ในสภา กับผู้นำทหารที่ยังอยู่ในกองทัพแต่หลงกลิ่นการเมืองมาเสวยอำนาจร่วมกับก๊วนการเมืองน้ำเน่า นำเอาประชาชนมาร่วมสนับสนุนแต่สุดท้ายก็เป็นเหยื่อการปะทะระหว่างทหารทั้งสองขั้วนั้น อันนำมาสู่การปฏิรูปการเมืองใน ปี 2540 แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ของ “มหาบุรุษคลื่นลูกที่สาม” การเมืองไทยก็วนกลับไปที่เลขศูนย์อีกครั้งในรูปแบบเผด็จการของ “พรรคการเมืองนายทุนผูกขาด” มาจนถึง ปี 2555 นี้
ที่เล่าประวัติศาสตร์การเมืองมาอย่างยืดยาวนี้ก็เพื่อเชื่อมโยงความจำให้กับคนรุ่นใหม่ที่อาจจะเกิดไม่ทันเหตุการณ์สำคัญๆ ทางการเมืองดังกล่าว แน่นอนว่าคนที่อ่านหนังสือพิมพ์มักจะเป็นคนในวัยทำงานที่ต้องมีเวลาว่างพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับบริหาร แต่ที่สำคัญต้องมีความสนใจในข่าวสารแบบนี้ด้วย จึงค่อนข้างลำบากที่จะหาผู้อ่านในระดับ “เยาวชนคนรุ่นใหม่” ที่เป็นจำนวนก็จะอยู่ในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย ที่มักจะหมกมุ่นอยู่กับตัวเองและกลุ่มเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ หากจะฝากความหวังไว้ที่ครูก็ยากเพราะท่านมักจะเลี่ยงการสอนเกี่ยวกับการเมือง
คนกลุ่มนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2555 อาจจะยังจำความไม่ได้ แม้ในปี 2540 ก็อาจจะมีอายุไม่กี่ขวบจึงอาจจะไม่มีความซาบซึ้งในบรรยากาศของการปฏิรูปการเมืองในช่วงนี้ ที่ผู้คนเขาต่อสู้หรือโต้เถียงกันด้วยปัญหาของ “บ้านเมืองนักการเมือง” คนกลุ่มนี้ถูกหล่อหลอมด้วยการใช้ชีวิตแบบ “ธุระไม่ใช่” ไม่ใส่ใจเรื่องของส่วนรวม แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือถูกหล่อหลอมว่า “การเมืองคือสิ่งชั่วร้าย”
เพราะเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมจะต้องไปวุ่นวายกับการเมือง ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ทำไมไม่ให้อดีตนายกฯ คนนั้นกลับประเทศ ประชาธิปไตยก็แค่การเลือกตั้ง เปลี่ยนรัฐบาลก็คงกันไม่ให้น้ำท่วมไม่ได้ แจกแท็บเล็ตก็ดีนะ โกงแต่เก่งก็ไม่เป็นไร ฯลฯ ชีวิตของพวกเขาจึงอยู่กับ “มืดมน” คือไม่รู้เลยว่า “การเมืองมีผลต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไร”
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยให้สัมภาษณ์ว่าการติดตามการเมืองให้สนุกต้องทำเหมือนการ “ดูมวย” คือมวยนี้ (รวมหมายถึงทั้งมวยไทยและมวยสากล) เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีกติกามารยาทและขนบพิธีต่างๆ เป็นการเฉพาะ (เช่นเดียวกันกับกีฬาชนิดต่างๆ) ซึ่งผู้ชมจะต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงกติกามารยาทและขนบพิธีเหล่านั้นเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วก็จะดูมวยไม่สนุก
อีกอย่างหนึ่ง (ทั้งมวยไทยและมวยสากล) เวลาที่คู่ต่อสู้ถูกชกจนติดเชือกหรือซุกอยู่ในมุมเวที ฝ่ายหนึ่งจะต้องถอยออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายออกมาสู้กันใหม่ หรือถ้าถลุงกันเมามันจนลืมตัว กรรมการบนเวทีก็จะต้องรีบเข้าไปแยกเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรง ซึ่งนักมวยทุกคนจะได้รับการแนะนำในกติกาข้อนี้แล้ว เพราะหลักการของกีฬามวยก็คือ “ไม่มีการฆ่าคู่ต่อสู้ให้ตายคาเวที”
เพื่อที่จะติดตามชมการเมืองให้สนุก คงไม่ต้องลงทุนถึงขั้นอ่านรัฐธรรมนูญให้เข้าใจทุกมาตรา (เพราะนอกจากจะไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วก็มีแต่รายละเอียดที่รุงรัง) เพียงแค่นำเอากติกามารยาทหรือขนบของกีฬาทั้งหลายมาเป็นตัวแบบ โดยที่หลักการใหญ่ๆ ของกีฬาทุกชนิดนั้นก็คือ “น้ำใจนักกีฬา” ที่เด็กๆ ก็น่าจะท่องกันได้คือ “รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย”
ทุกวันนี้คนไทยเล่นหรือติดตามการเมืองแบบไม่มีกติกามารยาท กองเชียร์ของแต่ละฝ่ายถือหางกันอย่างไม่สนใจคนอื่น อยู่ในบรรยากาศที่ “เชียร์ลีดเดอร์” ของแต่ละฝ่ายจะพาไป ทั้งยังชอบยกพวกตีกันเมื่อไม่พอใจ ไม่รู้จักคำว่าแพ้ ชื่นชอบแต่ชัยชนะ ทั้งยังไม่รู้จักอภัยให้กันตลอดเวลามัวเมาอยู่ในความอาฆาตแค้น และคิดจะล้างแค้นอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ตลอดเวลา
เวลานี้มีสัญญาณแปลกๆ ทางการเมืองอยู่หลายอย่าง (ที่ผู้เขียนคิดไปเองว่าน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ) เช่น อดีตนายกฯ คนนั้นให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่กลับมาเป็นนายกฯ (ถ้ากลับได้แต่คงไม่กล้ากลับ) หรืออดีตนายกฯ คนนั้นเช่นกันบอกอีกว่าจะไม่แก้รัฐธรรมนูญให้ขัดใจประชาชน (คือถ้าเลิกคิดแก้ไปเลยก็ดีคนจะได้ไม่ทะเลาะกัน) และอดีตนายกฯ คนนั้นยังบอกอีกว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือช่วยน้องสาวทำงานเพื่อประชาชน (นี่คงคิดจะอยู่กันไปอีกนานเลยสินะ)
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณแปลกๆ จากสถาบันพระปกเกล้าที่คิดสูตรปรองดองมาให้สภาผู้แทนฯ อย่างหลากหลาย รวมทั้งสัญญาณดีในหมู่ผู้ที่จะได้รับการชดเชย “ค่าเสียหาย”จากรัฐบาลในอัตรา “ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง 2 ใบ” ที่กระดี๊กระด๊าไปลงทะเบียนอย่างชุลมุน
ฟังให้ดีอาจจะเป็นแค่เสียงระฆังหมดยกที่หนึ่งเท่านั้น !







