
ยิ่งกว่าถูกตรวจสอบ
ข้อกล่าวหาหลักของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการจำกัดอำนาจองค์กรตุลาการ
ยิ่งกว่าถูกตรวจสอบ
ข้อกล่าวหาหลักของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการจำกัดอำนาจองค์กรตุลาการ คือ ไม่มีระบบตรวจสอบศาล ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ต่อคำถามนี้ “หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล” ประธานศาลปกครองสูงสุด อธิบายว่า หากจะพูดทั้งหมดต้องเริ่มจากการปกครองประเทศนี้ก่อนว่า ถ้าเป็นประชาธิปไตย มีหลักสำคัญอยู่ 2 เรื่อง 1.ปกครองโดยเสียงข้างมากที่รับฟังเสียงข้างน้อย 2.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ การจะให้หลักการเหล่านี้เป็นไปได้ ก็ต้องเอาหลักนิติรัฐ คือ การแบ่งแยกอำนาจมาใช้
หลักนิติรัฐมันก่อให้เกิดหลักในทางมหาชน 2 ประการ 1 กฎหมายที่ออกนั้นต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2 การกระทำของฝ่ายบริหาร ก็ต้องชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตรงนี้ต้องมีองค์กรอิสระอีกองค์กรคอยตรวจสอบตามหลักนิติรัฐ คือ องค์กรตุลาการ เพราะเมื่อไรก็ตามที่อำนาจรัฐซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดอยู่ในมือคนเดียวกัน โอกาสที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจย่อมเกิดขึ้นได้ ถ้าอย่างนั้นโอกาสที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนมันจะถูกละเมิดก็ง่าย
“ในลักษณะเช่นนี้ การใช้อำนาจขององค์กรตุลาการจึงไม่ใช่การใช้อำนาจที่มันต้องไปถ่วงดุล หรือต้องไปคานแม้เราจะพูดถึงหลักการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งหลักการนี้ก็ไม่ได้พูดว่าให้องค์กรที่เป็นอิสระต่อกัน ตรวจสอบกัน คานกัน”
หัสวุฒิ ยืนยันว่า ศาลไม่ได้มีอำนาจมากเกินไป หรือไม่มีระบบตรวจสอบอย่างที่เข้าใจ หรือที่บอกว่า ไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยเฉพาะศาลปกครอง มีระบบตรวจสอบไม่น้อยกว่าศาลอื่น เริ่มตั้งแต่การตรวจสอบภายใน เช่นคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ซึ่งคณะกรรมการนี้ประกอบด้วย ตุลาการ ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ผู้แทนรัฐสภา รวมแล้วถึง 3 คน ฉะนั้นพูดได้เลยว่า การกระทำใดๆ ของศาลปกครองอยู่ในสายตาของฝ่ายบริหาร และสายตาของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจบริหารนิติบัญญัติทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบกันเองจากการตัดสินโดยองค์คณะ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของสำนวนจะให้คดีนี้เป็นอย่างไรก็ได้ ถ้าเสียงขององค์คณะไม่เห็นด้วย ยังถูกควบคุมโดยที่ประชุมใหญ่ของตุลาการในศาล เช่น ศาลปกครองสูงสุด องค์คณะมีความเห็นอย่างหนึ่ง แต่เมื่อถึงการตรวจสอบของประธาน อาจมองว่ายังไม่ถูกต้อง ประธานก็เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุด คือ ประชุมตุลาการทั้งหมดในศาลสูงเพื่อวินิจฉัยปัญหาต่างๆ นอกจากนั้นในระบบการพิจารณาจะมีตุลาการ ผู้แถลงคดี ที่ไม่ได้ขึ้นกับองค์คณะอีก มีหน้าที่แถลงความเห็นของคดีว่าเข้ากรอบกฎหมายใดบ้าง เขาอาจจะเห็นตรงหรือไม่ตรงกับตุลาการก็ได้ เป็นการคานอำนาจกับเจ้าของสำนวนคดี
แม้กระทั่งการสรรหาตัวบุคคลที่เหมาะสม ก่อนจะปฏิบัติหน้าที่ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบ คนนั้นก็ดำรงตำแหน่งไม่ได้ และเคยเกิดขึ้นแล้วในตุลาการศาลปกครองรุ่นแรกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้จำนวน 23 คน เมื่อเสนอวุฒิสภาปรากฏว่าตกไป 6 คน และถ้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ดีชาวบ้านสามารถเข้ายื่นรายชื่อ 5 หมื่นชื่อ บอกว่าตุลาการคนนี้ทุจริตให้ถอดถอนก็สามารถทำได้ เราถูกตรวจสอบทุกอย่าง นอกจากนี้ ก่อนเข้ารับตำแหน่งและออก ก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ต่างอะไรจากนักการเมือง
“ในการตัดสินคดี ถามว่าศาลสร้างกฎหมายขึ้นมาตัดสินคดีเองหรือ ก็เปล่า กฎหมายก็มาจากฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารเป็นคนออก ศาลไม่เคยสร้าง แต่ฝ่ายบริหารได้อำนาจจากกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติคุณใช้อำนาจนั้นถูกต้องไหม ศาลก็แค่ตรวจสอบว่าการใช้อำนาจของคุณเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าเป็นก็คือเป็น ไม่เป็นก็ไม่เป็น ศาลจะไปตัดสินนอกนั้นได้ไหม ก็ไม่ได้
“ฉะนั้น โดยสภาพ ศาลปกครองผูกมัดกับกฎหมาย ผูกมัดกับข้อเท็จจริงของคดี ถามว่าศาลมีอิสระตรงไหน ไม่มี ศาลจะตัดสินต่างจากที่กฎหมายกำหนดไว้ไหม ประการเดียวถ้าจะทำก็คือ ตุลาการภิวัตน์ ซึ่งผมบอกได้เลยตลอดเวลา 11 ปีของศาลปกครอง เราไม่เคยใช้อำนาจในลักษณะเช่นนั้น”
ประธานศาลปกครองสูงสุด บอกว่า เรายินดีถ้าจะตรวจสอบเราอีก แต่ฝ่ายการเมืองต้องพูดให้ชัดว่าศาลปกครองไม่มีระบบตรวจสอบยังไง ขณะเดียวกัน จากสถิติของเรา แม้ส่วนราชการเป็นฝ่ายชนะคดีมากกว่าเอกชน แต่ผลสำรวจความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อศาล ปรากฏว่าประชาชนให้ความเชื่อถือถึง 91%
แล้วฝ่ายการเมืองต้องการลดอำนาจศาลเพื่ออะไร... “นี่แหละที่คุณต้องกลับไปถามเขา ถามเราเราตอบแทนไม่ได้ คุณกลับไปถามเขาเลยว่า นี่ไง ระบบตรวจสอบทุกอย่าง โอ้โห มีอย่างเต็มที่ เคร่งครัดด้วย แต่ทำไมท่านยังเห็นว่าไม่มี กลับไปถามเขาเลยว่าเจตนารมณ์จริงๆ เขาคืออะไร เขาคิดอะไรของเขา”
ฝ่ายการเมืองต้องการตรวจสอบคำพิพากษาด้วย หัสวุฒิ หัวเราะเล็กน้อย “เราเปิดเผยยิ่งกว่าเปิดเผยอีก ว่าแต่ท่านเคยอ่านคำพิพากษาหรือไม่ เวลาอ่านคำพิพากษาอย่าอ่านแค่ว่าแพ้หรือชนะ จะต้องอ่านเหตุผลว่าแพ้หรือชนะเพราะอะไร”
มีการพูดถึงเรื่อง “ตุลาการภิวัตน์” ต้องกลับบ้านได้แล้ว ประธานศาลปกครองสูงสุดชี้แจง “คำว่าตุลาการภิวัตน์ ผมพูดบ่อย แต่คำนี้เอาไปใช้ไม่ถูก ที่ว่าศาลต้องกลับบ้าน แน่นอนมันต้องกลับอยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหาคำว่า ตุลาการภิวัตน์ ต้องเข้าใจให้ถูกต้องที่มันเป็นสากลนะ คุณจะบอกว่า เฮ้ย...ศาลเพ่นพ่านมาทำนู้นทำนี้ นั่นคือ ตุลาการภิวัตน์ อย่างนี้ไม่ใช่นะ ถ้าอย่างนั้นจะต่างอะไรกัน ตำรวจ ทหาร ก็ไปทำนั่นทำนี่ เช่น ในวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร มีทั้งทหารเยอะแยะ แต่เขาก็ไม่ได้ใช้อำนาจของความเป็นทหาร เช่นเดียวกัน ตุลาการไปที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่ได้ใช้อำนาจของการเป็นตุลาการไปทำงานเหล่านี้ ยังดีก็เป็นแค่อดีตตุลาการ แต่นั่นไม่ใช่ตุลาการภิวัตน์ในความหมายของสากล”
“ในความหมายของสากลที่พูดกัน ตุลาการภิวัตน์ที่แท้จริงคือใช้อำนาจตุลาการในการพิจารณาคดีเท่านั้น แต่คุณไม่สามารถใช้อำนาจตุลาการไปจับใครได้ หรือไปตั้งองค์กรอื่น จะเห็นว่ากรอบมันแคบมาก ผมถึงพูดไงว่า ศาลไม่มีอำนาจอะไร ใครที่บอกว่าศาลมีอำนาจล้นเหลือ มีอำนาจเยอะกว่าฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ผมคิดว่าพูดยังไงก็พูดได้ แต่ต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดกันว่า มากกว่ายังไง”







