
สุรนันทน์ยันยิ่งลักษณ์ไม่มีจุดด้อยใช้ภาษาอังกฤษ
กต. ผิดหวัง วอลล์สตรีท เล่นข่าว ยิ่งลักษณ์ พูดภาษาไทยให้นักธุรกิจญี่ปุ่นฟัง แจงเป็นข้อตกลงล่วงหน้า เหตุเวลามีน้อย สุรนันทน์ ยัน นายกฯไม่มีจุดด้อยในการใช้ภาษาอังกฤษ
กต. ผิดหวัง วอลล์สตรีท เล่นข่าว ยิ่งลักษณ์ พูดภาษาไทยให้นักธุรกิจญี่ปุ่นฟัง แจงเป็นข้อตกลงล่วงหน้า เหตุเวลามีน้อย สุรนันทน์ ยัน นายกฯไม่มีจุดด้อยในการใช้ภาษาอังกฤษ
เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ รายงานว่า นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวกรณีสำนักข่าววอลล์สตรีท เจอร์นัล (Wall Street Journal) ได้รายงานข่าวการเดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีว่า
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดงานสัมมนานักลงทุนญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย โดยที่ไม่มีล่ามแปลตาม ซึ่งมีสื่อไทยนำไปอ้างอิง ซึ่งสรุปสาระสำคัญ คือ ในงานสัมมนา Strengthening Thailand-Japan Business Partnership ระหว่างภาคเอกชนไทยกับญี่ปุ่นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 มี.ค. ณ โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว มีการกล่าวเปิดงานโดยนายกรัฐมนตรี และนายทาดาชิ โอกามุระ (Tadashi Okamura) ประธานบริหารของสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japan Chamber of Commerce and Industry หรือ JCCI)
โดยประธานบริหารเจซีซีไอกล่าวต้อนรับและเปิดงานเป็นภาษาญี่ปุ่น และนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ล่วงหน้า เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเวลา โดยหลังพิธีเปิดงานดังกล่าว ผู้เข้าร่วมพิธีจะต้องเข้าร่วมการสัมมนาธุรกิจกลุ่มย่อยรายสาขารวม 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เกษตรและอาหาร ท่องเที่ยว ปิโตรเคมี ก่อสร้าง และค้าปลีกด้วย
ในพิธีเปิดงานดังกล่าวมีการแจกคำแปลคำกล่าวของประธานบริหารเจซีซีไอเป็นภาษาไทย และคำแปลคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเป็นภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งรูปแบบของการจัดการสัมมนา โดยการเผยแพร่เอกสารคำแปลในงานเช่นนี้ เป็นการจัดตามมาตรฐานสากล เมื่อมีข้อจำกัดด้านเวลา อนึ่ง ในช่วงการสัมมนาธุรกิจกลุ่มย่อยรายสาขารวม 7 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวข้างต้น ได้มีการจัดเตรียมล่ามภาษาไทย-ญี่ปุ่น สำหรับนักธุรกิจญี่ปุ่นและไทยที่เข้าร่วมตลอดการสัมมนา
“เป็นที่น่าเสียดายที่เนื้อหาของข่าวที่ถูกนำเสนอไม่ได้ให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระของคำกล่าวทั้งของฝ่ายไทยและฝ่ายญี่ปุ่น แต่มุ่งเน้นที่จะกล่าวถึงรูปแบบในภาพย่อยซึ่งไม่ใช่ภาพรวมของภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ เกี่ยวกับเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือชี้แจงเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักข่าววอลล์สตรีท เจอร์นัล เพื่อทำความเข้าใจและแสดงความผิดหวังแล้วด้วย” นายธานีกล่าว
ด้าน นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ โฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมดังกล่าว จัดโดยหอการค้าญี่ปุ่น มีตัวแทนของญี่ปุ่นกล่าวเปิดงานก่อนเป็นเวลา 7 นาที ตามด้วยนายกรัฐมนตรีอีก 7 นาที ซึ่งเป็นข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่าย โดยคำกล่าวของญี่ปุ่น มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ และคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี มีการแจกเอกสารแปลเป็นภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น แจกให้ก่อนเริ่มงาน ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติของเจซีซีไอ และนายกรัฐมนตรีให้กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงไปยังสื่อต่างๆ ให้ทราบกระบวนการเหล่านี้ และกรณีดังกล่าวเป็นการเปิดสัมมนา ไม่ใช่การแถลงข่าวและไม่มีการซักถาม จึงไม่จำเป็นต้องมีล่ามแปล จึงยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีจุดด้อยในการใช้ภาษาอังกฤษ และย้ำว่านายกรัฐมนตรี มีเจตนาที่ดีและตั้งใจในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปด้วยดี
ทั้งนี้ รายงานข่าวดังกล่าวของ “วอลสตรีท เจอร์นัล” ระบุถึงบรรยากาศการเดินทางไปญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีไทยเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักธุรกิจญี่ปุ่นกลับคืนมา หลังไทยประสบกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อปีที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย เป็นภาษาไทย นาน 7 นาที โดยไม่มีล่ามแปล ก่อนจะคำนับและเดินลงจากเวที ส่งผลให้ผู้เข้าฟังกว่าร้อยคน ต้องอ่านคำแปลจากเอกสารคำแปลที่ได้รับแจกก่อนเริ่มงานแทน ระหว่างรับฟังสุนทรพจน์ดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าว “วอลสตรีท เจอร์นัล” อ้างคำกล่าวจากนักธุรกิจคนหนึ่งที่เข้าร่วมงานว่า ตนรู้สึกปลื้มนายกรัฐมนตรีไทย พยายามที่จะเพิ่มความเชื่อมั่นและอธิบายถึงมาตรการรับมือน้ำท่วมใหม่ของรัฐบาล แต่แปลกใจที่คณะของนายกรัฐมนตรีไทยไม่ใช้ล่ามแปลภาษาไทยเป็นญี่ปุ่นด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตุของผู้สื่อข่าว “วอลสตรีท เจอร์นัล” ว่า การที่นายกรัฐมนตรีไทยไม่เลือกพูดภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางแทนภาษาไทย อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีความมั่นใจในทักษะด้านภาษา พร้อมเท้าความถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวคำว่าต้อนรับผิด จาก 'เวลคัม' เป็น 'โอเวอร์คัม' ระหว่างทักทายนางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศของสหรัฐ เมื่อครั้งเดินทางเยือนไทยช่วงเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554







