
พลิกปูมหลังต่อรองซื้อแท็บเล็ตจีนแจกเด็ก ป.1
บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ เสนอราคาขายแท็บเล็ตเครื่องละ 81 เหรียญสหรัฐ
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
ภายหลังคณะกรรมการจัดซื้อแท็บเล็ตมีมติเลือก บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ เสนอราคาขายแท็บเล็ตเครื่องละ 81 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,400 บาท ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา มีที่มาที่ไปก่อนที่คณะกรรมการจะเลือกบริษัทแท็บเล็ตสัญชาติจีนผลิตคอมพิวเตอร์แจกเด็ก ป.1 ตามนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต
คณะกรรมการชุดนี้มีผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าทีม นำคณะเดินทางไปเจรจากับตัวแทนรัฐบาลจีน ซึ่งทางการจีนแจ้งว่ามี 8 บริษัทที่สามารถผลิตแท็บเล็ตได้ แต่ภายหลังมีการแจกแจงเงื่อนไขการจัดซื้อก็สรุปเหลือเพียง 4 บริษัทเท่านั้น ที่สนใจเสนอราคาตามที่รัฐบาลไทยเสนอ
ประกอบด้วย บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ บริษัท TCL Corporation บริษัท Hier Information Technology (Shenzhen) และบริษัท Huawei Technology แต่สุดท้ายคณะกรรมการพิจารณาเลือกแท็บเล็ตของบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคปฯ หลังจากพิจารณาให้คะแนนอันดับ 1 ด้วยบริษัทที่เหลือเสนอราคาสูง
เช่น บริษัท ทีซีแอลฯ เสนอ 89 เหรียญ/เครื่อง และบริษัท ไฮเออร์ฯ เสนอ 103 เหรียญ/เครื่อง และบริษัท หัวเหว่ยฯ เสนอ 135 เหรียญ/เครื่อง โดยภายหลังการเจรจาครั้งนั้นตัวแทนเจรจาได้นำแท็บเล็ตเครื่องตัวอย่างจำนวนหนึ่งกลับมาด้วย
“เหตุที่ตัดสินว่าเป็นเสิ่นเจิ้น สโคปฯ นั้น เป็นการยึดสเปกเป็นตัวตั้งแล้ววัดกันที่ราคา ที่จริงมีแท็บเล็ตอีกรุ่นของบริษัทนี้ที่ราคาถูกกว่าที่ผ่านการประมูลครั้งนี้ มีราคาประมาณ 69 เหรียญ แต่ดูๆ แล้วไม่เวิร์กก็เลยเอาอีกรุ่นดีกว่า ตอนนั้นประมาณเดือน ก.พ. กรรมการเห็นแต่เครื่อง ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดอื่นๆ ยังไม่เห็นโรงงาน จึงได้ตัดสินใจว่าจะไปดูโรงงานด้วยตัวเองในวันที่ 1 มี.ค.” 1 ในกรรมการแท็บเล็ตเล่าที่มา
อย่างไรก็ดี การเดินทางไปดูโรงงานผลิตของตัวแทนจากกระทรวงศึกษา ธิการ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประมาณ 20 ชีวิต ได้เรียกตัวแทนจากบริษัทมาหารือพร้อมเยี่ยมชมโรงงานผลิต และทดสอบสมรรถนะของเครื่อง
“ไปดูโรงงาน ดูสภาพโรงงาน ความน่าเชื่อถือ ดูสายพานการผลิต ใช้เวลา 2 วัน ดูเช้าเย็น ครบทั้ง 4 โรง และวันที่ 3 ก็เรียกเจ้าของโรงงานเข้ามาที่โรงแรม เพื่อทดสอบสเปกเครื่อง หน้าจอ ความร้อน การทำงานต่อเนื่องของแบตเตอรี่ และทดสอบด้วยการทิ้งเครื่องแท็บเล็ตลงพื้น 4 ด้าน ในระดับความสูง 50 ซม. ลงบนพื้นหิน และเปิดเครื่องดูว่ายังทำงานได้หรือไม่ และมีการให้คะแนนแต่ละด้าน” แหล่งข่าวเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม จากการทดสอบแท็บเล็ตของทั้ง 4 บริษัท ผ่านการทดสอบในระดับที่น่าพอใจ โดยกรรมการระบุว่าหากคะแนนการทดสอบเกิน 60% ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ก่อนข้ามไปดูในส่วนอื่นๆ เช่น เงื่อนไขการส่งมอบ และสุดท้ายก็คือคะแนนราคา/หน่วย
“ตรงนี้ก็มีการกังขากันว่า การทดสอบ ผ่านหมดตามเงื่อนไขในทีโออาร์ ก็เหลือแต่ราคา ใครถูกกว่าก็ได้ไป แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ถ้าถามว่าอยากได้เครื่องของใคร เราบอกว่าในใจอยากได้ของบริษัท หัวเหว่ยฯ ซึ่งราคา 135 เหรียญ/เครื่อง เพราะเปรียบเทียบดูแล้วคุณภาพดีกว่า เราก็รู้ว่าของดีไม่มีราคาถูก ตอนแรกก็ได้ต่อรองกับบริษัท หัวเหว่ยฯ จนได้ราคาที่ 81 เหรียญ/เครื่อง แต่บริษัทมีลูกเล่นระบุไว้ในทีโออาร์ว่าราคา 81 เหรียญ/เครื่อง นั้น ขายให้ได้แค่ 1 หมื่นเครื่อง เกินจากนี้ต้องคิดราคา 135 เหรียญ/เครื่อง ซึ่งเราไม่มีเงินพอ” แหล่งข่าวเปิดเผย
ทั้งนี้ สำหรับการจัดซื้อแท็บเล็ต จำนวน 9 แสนเครื่อง รัฐบาลตั้งงบประมาณจัดซื้อได้เพียง 60% ของนักเรียนทั้งหมดก่อน ที่เหลือจะมีการทยอยอนุมัติ อย่างไรก็ตาม หลัง ครม.อนุมัติแล้วภายใน 10 วัน บริษัทที่ผ่านการประมูลต้องส่งมอบแท็บเล็ต จำนวน 2,000 เครื่อง เพื่อให้ครูทดลองใช้งานตามหลักวิชาการ ซึ่งในกรณีนี้หากพบว่าเครื่องที่ส่งมาใช้งานไม่ได้จริงตามที่ระบุไว้ในสัญญาก็อาจจะพิจารณายกเลิกการสั่งซื้อทั้งหมด
“หลังจากสั่งซื้อแล้วก็มีเรื่องที่ต้องระวัง เราได้ยินมาว่าประเทศฟิลิปปินส์เคยสั่งซื้อคอมพิวเตอร์ของจากจีน หลังการจัดส่งตามกำหนด 23 แสนเครื่องในงวดแรก ปรากฏว่าเครื่องที่ได้ไม่เวิร์ก ฉะนั้นหากตัดสินไม่รอบคอบก็เสียเปรียบเขา พลิกตัวกลับไม่ได้ เราคิดว่าหลังจากได้ 2,000 เครื่อง ถ้าไม่เวิร์กยังมีโอกาสแก้ตัว อีกเรื่องที่กังวลกันก็คือเรื่องบริการหลังการขาย ซึ่งต้องดูในข้อสัญญาสั่งซื้อให้ชัดเจนหลัง ครม.อนุมัติแล้ว” กรรมการแท็บเล็ตทิ้งท้าย







