
อย่าใช้การทหารนำการทูต
สถานการณ์ความตึงเครียดในประเด็นโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน
สถานการณ์ความตึงเครียดในประเด็นโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะนี้กำลังกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งร้อนแรง ซึ่งทั่วโลกจับตามอง หลัง เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล เผยท่าทีระหว่างเยือนสหรัฐว่า อิสราเอลพร้อมที่จะใช้กำลังทหารกับอิหร่านโดยทันทีและไม่จำเป็นต้องขอความเห็นจากสหรัฐก่อนตัดสินใจอีกด้วย
ทั้งนี้ เหตุผลก็คืออิสราเอล เชื่อว่าหากไม่มีมาตรการที่เฉียบขาดหรือแข็งกร้าวใดๆ และมัวหวังพึ่งมาตรการทางการทูตที่สหรัฐกำลังใช้บีบอิหร่านอยู่ในขณะนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ปล่อยเวลาให้อิหร่านมีโอกาสที่จะพัฒนานิวเคลียร์ได้มากขึ้น ซึ่งหากวันใดอิหร่านมีนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองได้สำเร็จนั่น จะกลายเป็นภัยต่ออิสราเอลอย่างยิ่ง
ทว่า บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ จาการ์ตาโพสต์ แสดงความเห็นคัดค้านต่อท่าทีที่แข็งกร้าวดังกล่าวของอิสราเอล โดยให้เหตุผลว่าหากอิสราเอลตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน หรือริเริ่มการใช้มาตรการรุนแรงเมื่อไร ไม่ใช่เพียงแค่ภูมิภาคตะวันออกกลางเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบที่เลวร้าย แต่ยังรวมถึงในระดับโลกอีกด้วย
นอกจากนี้ ผลกระทบที่ทั่วโลกต้องเผชิญร่วมกันหากเกิดสงครามดังกล่าวขึ้นคือราคาน้ำมันที่จะพุ่งขึ้นสูง เนื่องจากขณะที่ยังไม่เกิดสงครามราคาน้ำมันยังอยู่สูงได้ในระดับนี้ และหากเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ราคาน้ำมันจะพุ่งไปอยู่ที่ระดับใด
นอกจากนี้ ยังไม่รวมถึงความวุ่นวายและการล้างแค้นที่จะตามมาอีก เนื่องจากอิหร่านมีเครือข่ายก่อการร้ายใต้ดินที่แอบให้ความช่วยเหลืออย่างลับๆ อยู่เป็นจำนวนมาก
ฉะนั้น อิสราเอลจึงไม่ควรด่วนตัดสินใจทำสงครามในขณะนี้ แต่ควรทำตามแนวทางของสหรัฐและพันธมิตรที่เน้นใช้หลักการทูตในการแก้ปัญหา ซึ่งเริ่มที่จะเห็นผลบ้างแล้วโดยเห็นได้จากการที่อิหร่านเริ่มมีท่าทีโอนอ่อน เช่น ยอมหันมาเจรจากับนานาชาติ และยอมให้สหประชาชาติส่งทีมเข้าไปตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของตนเอง







