
ต่างชาติชี้ปรองดองไทยจ่อสะดุด หากทักษิณกลับบ้าน
สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยในช่วง 5-6 ปีให้หลังมานี้
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญาสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยในช่วง 5-6 ปีให้หลังมานี้ ตกอยู่ในสภาพที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ทั้งไทยและต่างชาติบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอยู่ในสภาพลุ่มๆ ดอนๆ และขาดเสถียรภาพมาโดยตลอด
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ความขัดแย้งยังบานปลายกลายเป็นเหตุการณ์จลาจลรุนแรง จนภาพลักษณ์ของประเทศไทยแทบย่อยยับ โดยยังไม่นับรวมความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แถมยังโดนกระทืบซ้ำด้วยเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปีของช่วงปลายปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่นักวิเคราะห์ต่างชาติเห็นตรงกันก็คือว่า การก้าวขึ้นตำแหน่งผู้นำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ได้ฟื้นความเชื่อมั่นให้กับบรรดานักลงทุน เนื่องจากเป็นสัญญาณทางบวกว่า สถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีแนวโน้มจะมีเสถียรภาพมากขึ้น
ดังนั้น งานหลักในตอนนี้ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คือการพิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นอย่างชัดเจนว่าไทยพร้อมแล้วสำหรับการเดินหน้าต่อ หลังจากที่ติดหล่มมานาน
กระนั้น ภายใต้เปลือกนอกที่ดูนิ่งสงบเรียบร้อยและการยืนยันสู่ความปรองดองสมานฉันท์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง บรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองต่างชาติก็ยังอดกังขาไม่ได้ว่า ประเทศไทยประเทศที่มีศักยภาพแข่งขันทางประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสามารถจับมือมองหน้ากันได้อย่างสนิทใจมากน้อยแค่ไหน
เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ชนวนต้นเรื่องของความขัดแย้งทั้งหมด ยังคงโลดแล่นและมีบทบาทต่อแวดวงการเมืองไทยไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในฐานะที่ปรึกษาผู้มีประสบการณ์และอาบน้ำร้อนมาก่อน หรือในฐานะพี่ชายร่วมสายเลือดของนายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน จนทำให้ยากที่จะเชื่อได้ว่าความสมานฉันท์ของไทยจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย อย่างน้อยก็กับฝ่ายศัตรูทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ว่าเจ้าตัวจะตอกย้ำหนักแน่นว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองคำนึงและต้องการความปรองดองสามัคคีของคนในชาติมากที่สุด
การให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับสื่อท้องถิ่นแดนโสมขาว ในระหว่างการเข้าร่วมการประชุม Asian Leadership Conference ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวโดยไม่ลังเลว่า ประวัติศาสตร์จะไม่มีทางเกิดขึ้นซ้ำรอยและประเทศไทยจะเดินหน้าปรองดองสมานฉันท์อย่างเร็วที่สุดภายในปีนี้แน่นอน
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ประวัติศาสตร์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างถึงย่อมหนีไม่พ้นเหตุจลาจลรุนแรงเผาบ้านเผาเมืองและทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน และครอบคลุมถึงกรณีการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปี 2549
“ตราบใดที่ไม่มีประเด็นเรื่องสถาบัน หรือความมั่นคงภายใน ทหารก็ย่อมต้องอยู่ในค่าย น้องสาวของผมทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน เธอเทิดทูนสถาบันอย่างมากและที่สำคัญเธอยังสามารถทำงานร่วมกับทหารโดยปราศจากความขัดแย้งใดๆ” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
แน่นอนว่า ลำพังแค่พิจารณาคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูเหมือนสถานการณ์ความตึงเครียดของวิกฤตความขัดแย้งน่าจะผ่อนคลายได้ในระดับหนึ่งและน่าจะไปได้สวย ถ้าเพียงแต่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ จะไม่จุดชนวนความขัดแย้งขึ้นมาอีก
ชนวนที่ว่าก็ไม่ใช่ประเด็นใหม่แต่อย่างใด เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2551 กับการยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาล ยึดทำเนียบฯ และสนามบิน
การยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดที่คืบหน้าจนถึงขั้นที่รัฐสภาผ่านข้อเสนอจัดตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 399 ต่อ 199 เสียง เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นผู้จัดชุมนุมประท้วง พ.ต.ท.ทักษิณในปี 2548 และ 2551 นัดประชุมเครือข่ายในวันที่ 10 มี.ค. เพื่อตัดสินใจหวนคืนสู่ถนนชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกระลอก
อย่างไรก็ตาม ไมเคิล มอนเตซาโน นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศสิงคโปร์ ตั้งข้อสังเกตว่าแนวโน้มความขัดแย้งครั้งใหม่ไม่น่าจะรุนแรง หรือเรียกเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่ายได้เทียบเท่ากับเมื่อในอดีต
มอนเตซาโน มองว่า การปรากฏตัวร่วมงานเลี้ยงขอบคุณที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นเจ้าภาพของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหารขับไล่ตัวเองออกจากตำแหน่ง คำตัดสินของศาลที่สนับสนุนแผนใช้จ่ายของรัฐบาล และการที่ศาลตัดสินให้ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ มี ความผิดฐานฉ้อโกง ก็เพียงพอที่จะเป็นหลักฐานชั้นดีว่า รัฐมนตรีไทยปัจจุบันของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่หลายฝ่ายเคยปรามาสนักหนาว่าเป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มได้รับเสียงสนับสนุนจากศัตรูทางการเมืองในอดีตแล้ว
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ชี้นำให้เห็นว่าบรรดากลุ่มต่างๆ ที่นักวิเคราะห์เคยเชื่อมั่นว่าจะเป็นบ่อนทำลายรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะไม่ลงมือโจมตีรัฐบาลแน่นอน” มอนเตซาโน นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสิงคโปร์ กล่าว
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าปรองดองได้อย่างราบรื่นตามที่หลายฝ่าย ซึ่งหมายรวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรวาดหวังไว้
เพราะถึงจะไม่มีประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีประเด็นเรื่องความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างชาติส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ยังคงเป็นชนวนความขัดแย้งได้อีก
ทั้งนี้ เมื่อปี 2551 ศาลได้ตัดสินให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ในการซื้อที่ดินให้กับคุณพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา โดย พ.ต.ท.ทักษิณได้รับโทษจำคุก 2 ปี แต่เจ้าตัวกลับเลือกบินออกนอกประเทศ
“ผมไม่ได้ทำผิดอะไร” เป็นประโยคที่ พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันชัดเจนทุกครั้งที่หลายฝ่ายแย้มถาม หรือแม้กระทั่งเสนอแนะว่าให้ยอมรับโทษเสีย เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ และประเทศไทยจะได้เดินหน้าสู่ความสมานฉันท์ปรองดองอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกันก็คือความพยายามอย่างยิ่งยวดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการจะกลับคืนประเทศไทยอีกครั้ง โดยปราศจากความผิดใดๆ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องมีผู้ออกมาคัดค้านแน่
ทั้งนี้ คริส เบเกอร์ นักวิเคราะห์การเมืองต่างชาติประจำประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลทักษิณที่ไม่มีตัวตนของ พ.ต.ท.ทักษิณร่วมอยู่ด้วยเป็นสิ่งที่เหมาะเจาะลงตัวที่สุดแล้วสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้
“ยิ่งลักษณ์ เริ่มเข้าใจงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะมีภาวะความเป็นผู้นำด้อยไปนิด แต่ก็ทำให้สถานะของประเทศเริ่มกลับเข้าสู่หนทางก่อนเกิดรัฐประหารมากขึ้น” เบเกอร์ กล่าว
พูดในอีกแง่หนึ่ง หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ยอมลดละความพยายามที่จะกลับประเทศไทย บรรยากาศการปรองดองและความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้รับในปัจจุบันก็จะพังทลายในทันที
หรือถ้าจะพูดแบบรวบรัดตัดความ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อมั่นแล้วว่า ไทยพร้อมสมานฉันท์แต่เป็นความสมานฉันท์ที่ต้องไม่มีคนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเกี่ยวข้อง







