
โลกมองไทย
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ว่า ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลไทย
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ว่า ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลไทย
ในการเร่งดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วมเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของคนไทยและนักลงทุนต่างชาติภายหลังวิกฤตอุทกภัยสร้างความเสียหายอย่างหนักเป็นวงกว้าง ทว่ามาตรการเหล่านี้อาจไม่เพียงพอที่จะป้องกันน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
รายงานระบุว่า รัฐบาลพยายามเร่งวางแผนป้องกันน้ำท่วมระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างเขื่อนและพนังกั้นน้ำรอบๆ นิคมอุตสาหกรรม หรือการสร้างฟลัดเวย์เพื่อระบายน้ำ เพราะกำลังถูกกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทต่างชาติที่อาจกำลังเล็งย้ายฐานการผลิตออกจากไทย
ทว่า ผู้เขียนมองว่า ในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่อุตสาหกรรมของไทยตั้งอยู่ในที่ราบ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง ดังนั้น ไม่ว่าจะป้องกันด้วยวิธีใด สักวันน้ำก็จะต้องท่วมพื้นที่เหล่านี้อยู่ดี
เมื่อปี 2550 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ได้จัดอันดับให้กรุงเทพมหานครติดอันดับ 7 ของเมืองที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมชายฝั่งมากที่สุดหากพิจารณาปัจจัยด้านความหนาแน่นของประชากร
ทว่า ภายหลังรัฐบาลพม่าตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจากย่างกุ้งไปยังเนย์ปิดอว์ กรุงเทพฯ จึงเป็นเพียงเมืองหลวงแห่งเดียวของโลกที่ยังคงติดอยู่ใน 10 อันดับแรก ซึ่งนับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง และเป็นประเด็นที่รัฐบาลไทยควรหันมาให้ความสำคัญเป็นประเด็นแรกๆ
วันเดียวกัน สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย รายงานว่า สนามบินดอนเมืองของไทยได้เปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์อย่างเป็นทางการแล้วหลังต้องปิดให้บริการมานานถึง 4 เดือน จากวิกฤตอุทกภัย
รายงานระบุว่า รัฐบาลได้ใช้งบประมาณในการฟื้นฟูสนามบิน 392 ล้านบาท และงบประมาณอีก 1,231 ล้านบาท จากท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.)







