
นายกฯคุยนักลงทุนญี่ปุ่นเรียกเชื่อมั่นศก.
"ยิ่งลักษณ์" เยือนญี่ปุ่นพบนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ก่อนพบ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในช่วงบ่าย
"ยิ่งลักษณ์" เยือนญี่ปุ่นพบนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ก่อนพบ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในช่วงบ่าย
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ อยู่ระหว่างภารกิจการเยือนประเทศญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ วันแรก โดยช่วงเช้าถึงบ่าย นายกรัฐมนตรี จะใช้เวลาในการพบปะนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ในงานสัมมนานักธุรกิจ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การพบปะกับภาคเอกชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยนายกรัฐมนตรี จะใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่น ในการแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน รวมทั้งชี้แจงมาตรการการป้องกันอุทกภัย การดูแลภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย มาตรการส่งเสริมการลงทุนและสร้างความมั่นใจในการขยายการลงทุนในประเทศไทย
จากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรี จะได้หารือข้อราชการกับ นายโยชิฮิโกะ โนดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดยจะได้มีการหารือถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย - ญี่ปุ่น พัฒนาความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อการฟื้นฟูประเทศหลังอุทกภัย มาตรการและแผนงานระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ในการบริหารจัดการน้ำ และการฟื้นฟูบูรณะนิคมอุตสาหกรรม และป้องกันเหตุการณ์อุทกภัยในอนาคต รวมทั้งเชิญชวนญี่ปุ่น เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของไทย
ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้หารือข้อราชการกับนาย Yukio EDANO รมต.เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในโอกาสที่เดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการ โดยเน้นความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนให้ความมั่นใจถึงแผนและมาตรการฟื้นฟูประเทศภายหลังอุทกภัย พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ
โดย รมต.เศรษฐกิจฯ ได้กล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่ได้ทุ่มเทแก้ปัญหาอุทกภัย และความช่วยเหลือที่ให้กับผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบด้วย ทั้งการแก้ปัญหาภาษีที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและดำเนินงาน และปัญหาต่างๆ ที่บริษัทญี่ปุ่นเรียกร้อง นอกจากนี้ยังสอบถามถึงมาตรการการแก้ปัญหาอุทกภัยของรัฐบบาล และเห็นว่าสิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนคือ การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและถูกต้อง
รมต.เศรษฐกิจฯ ยังแสดงความเข้าใจต่อการแก้ปัญหาและมาตรการการแก้ปัญหาอุทกภัยของไทย เพราะญี่ปุ่นก็เคยอยู่ในสถานการณ์วิบัติภัยเช่นเดียวกัน ที่มีเสียงประชาชนเรียกร้องให้แก้ปัญหาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น แม้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการอย่างทุ่มเทและเต็มที่ ซึ่งญี่ปุ่นเข้าใจและสนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐฐาล และคงยืนยันสนับสนุนการลงทุนในไทยต่อไป โดยพร้อมที่จะผลักดันการค้าระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะเห็นว่าไทยมียุทธศาสตร์และเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค จึงยินดีใช้ไทยเป็นฐานในการลงทุนในภูมิภาคต่อไปนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ว่าไทยพร้อมสำหรับการทบทวนการเจรจาและการเจรจาเพิ่มเติม โดยไทยเห็นควรที่ทั้งสองฝ่ายจะเร่งหารือในการดำเนินโครงการความร่วมมือในสาขาต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งเห็นควรร่วมกันขจัดอุปสรรคทางการค้า
ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีหยิบยกเรื่องการส่งเสริมความเชื่อมโยงและการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยไทยและญี่ปุ่นมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการขยายการค้าและการลงทุนในภูมิภาคและตามแนวระเบียงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งนี้ ไทยชื่นชมบทบาทญี่ปุ่นทั้งในกรอบอาเซียน-ญี่ปุ่น East Asia Summit และในกรอบลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ไทยตั้งอยู่ศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และมีการพัฒนาความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคตามพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก และตอนใต้ รวมทั้งการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ญี่ปุ่นจะสามารถใช้ไทยเป็นฐานสนับสนุนในการขยายการลงทุนและธุรกิจในภูมิภาคได้ต่อไป
อีกทั้งล่าสุดในการเยือนอินเดียของนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ไทยและอินเดียตกลงกันในการส่งเสริมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับอินเดีย รวมทั้งการสร้างถนนเชื่อมระหว่างอินเดีย เมียนมาร์ และไทยด้วย ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสในการลงทุนมูลค่ามหาศาลต่อไป นอกจากนี้ไทยและญี่ปุ่นจะสนับสนุนการนำเข้าอาหารระหว่างกัน โดย รมต.เศรษฐกิจฯ กล่าวขอบคุณที่ไทยพิจารณาการนำเข้าอาหารจากพื้นที่ปประสบภัยของญี่ปุ่น โดยใช้หลักทางวิทยาศาสตร์ และญี่ปุ่นจะพิจารณาการยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าไก่สด และขยายโควต้านำเขาสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูปจากไทยด้วย
ขณะเดี่ยวกันนายกรัฐมนตรีได้ให้ความมั่นใจเกี่ยวกับแผนและมาตรการฟื้นฟูประเทศภายหลังอุทกภัย โดยแผนต่างๆ ในการป้องกันอุทกภัยในระยะเร่งด่วนและระยะยาวเริ่มมีการดำเนินการและมีความคืบหน้าแล้ว ทั้งนี้มาตรการเร่งด่วนที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค.นี้ คือ การฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมเพื่อเพื่อบริหารจัดการน้ำ การจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ การพัฒนาคลังข้อมูลและระบบพยากรณ์เตือนภัย การกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการเยียวยา สำหรับมาตรการระยะยาว รัฐบาลมีแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำต่างๆ และรัฐสภาได้เห็นชอบกับร่างงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาทเพื่อจัดหาแหล่งเงินกู้สำหรับการดำเนินการตามแผนดังกล่าว
ทั้งนี้ในส่วนของภาคธุรกิจ รัฐบาลจะช่วยรับภาระสองในสามส่วนของเงินลงทุนทั้งหมดในการก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำสำหรับนิคมอุตสาหกรรมที่ประสบอุทภัย และได้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยภิบัติวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ







