
ลงทุนรัฐ...หัวรถจักรลากเศรษฐกิจ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ แม้จะมีสัญญาณการฟื้นตัว แต่ยังขาดปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ตลอดรอดฝั่ง
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ แม้จะมีสัญญาณการฟื้นตัว แต่ยังขาดปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ตลอดรอดฝั่ง
เพราะยังมีปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจโลกจากปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป ผนวกกับความไม่ชัดเจนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมากดดันการขยายตัวในภาคการส่งออกของไทยอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้ต้องเติบโตจากอุปสงค์ในประเทศเป็นสำคัญ
และหากดูข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เปิดเผยตัวเลขจริงของเศรษฐกิจในเดือน ม.ค.ปีนี้ จะเห็นได้ว่ามีสัญญาณที่ดีในการฟื้นตัวหลังประสบอุทกภัยปีที่ผ่านมา สะท้อนได้จาก
1.การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวติดลบ 15.2% ลดลงจากเดือนก่อนที่เคยติดลบถึง 25.3%
ขณะที่การใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็น 58.5% จากเดือนก่อน 51.9%
ดัชนีเหล่านี้บ่งบอกว่าบริษัทต่างๆ หรือผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังกลับมาทำการผลิตตามปกติ มีการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิต มีการจ้างงาน จากที่ก่อนหน้านี้ได้หยุดการผลิตไปนานเพราะเผชิญภาวะน้ำท่วม ส่งผลให้แรงงานจำนวนไม่น้อยที่เคยตกงานกลับมามีงานทำ มีเงินรายได้มาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา
2.การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวได้ โดยเดือน ม.ค. ขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 4.8% และเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนขยายตัว 2.6% จากเดือนก่อนหน้าที่ 3.1% ถือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น แม้จะขยายตัวได้น้อยแต่ก็ยังดีที่เพิ่มขึ้นไม่ชะลอลง เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ผู้ผลิตขายสินค้าได้ ไม่ว่าสินค้าในกลุ่มสินค้าคงทนอย่างรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ขยายตัวถึง 29.1% จากเดือนก่อนที่ขยายตัวติดลบถึง 46.9% หรือรถยนต์นั่งที่ขยายตัวติดลบ 9.8% ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนที่ติดลบ 33.8% หรือยอดขายรถจักรยานยนต์ที่ขยายตัวติดลบ 7.4% ดีขึ้นจากเดือนก่อนที่ติดลบ 22.3% หรือเครื่องใช้ไฟฟ้ายอดขายก็เพิ่มขึ้น ขณะที่สินค้าไม่คงทนประเภทกินใช้หมดไปอย่างอาหารและเครื่องดื่ม ก็มีการบริโภคเพิ่มขึ้น
3.รายได้ภาคเกษตรกรรม ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยหรือการบริโภคในประเทศ ก็ถือว่าขยายตัวไม่มากนักเพราะราคาหดตัวจากปีก่อน ทำให้รายได้เกษตรกรเดือน ม.ค.ปีนี้ติดลบ 11.2% จากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 1% ด้านผลผลิตการเกษตรขยายตัว 0.9% จากเดือนก่อนที่ขยายตัว 3.5% ขณะที่ราคาผลิตภาคการเกษตรขยายตัวติดลบ 12% จากเดือนก่อนขยายตัวติดลบ 4.3%
4.การลงทุนภาคเอกชนก็ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยดัชนีการลงทุนเดือน ม.ค.ปีนี้ขยายตัว 8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวติดลบ 2.9% หรือเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนขยายตัวติดลบ 0.4% ดีขึ้นจากเดือนก่อนที่ติดลบ 3.9% ซึ่งแม้ว่าการลงทุนจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก แต่ก็สะท้อนทิศทางที่ดีขึ้น
5.ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือน ม.ค.ปีนี้อยู่ที่ระดับ 50.8 จุด สูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ 48.5 จุด และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในระยะ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 56.5 จุด จากเดือนก่อนหน้า 56.9 จุด สะท้อนความมั่นใจที่ดีขึ้นของภาคธุรกิจเพราะสูงกว่าระดับ 50 จุด
6.ข้อมูลการส่งออกเดือน ม.ค. แม้ ธปท.จะประกาศตัวเลขที่ชัดเจนยังไม่ได้เนื่องจากต้องปรับพิกัดกรมศุลกากรใหม่ทุก 5 ปีในปีนี้ แต่ ธปท.ก็ยืนยันว่าการส่งออกมีแนวโน้มออกมาดี มีการฟื้นตัวได้มากขึ้น ซึ่งยังต้องติดตามตัวเลขที่แท้จริงอีกครั้ง
หากดูจากดัชนีตัวเลขที่ ธปท.เปิดเผยออกมาในช่วงนี้ ยังอุ่นใจไม่ได้มากนัก ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะสามารถโตได้ตามคาดที่ระดับ 4.9% เพราะถ้าจะให้มั่นใจได้จริงๆ ว่าผู้ประกอบการหรือนักลงทุนจะมีการลงทุนเพิ่ม การผลิตภาคอุตสาหกรรมควรจะขยายตัวระดับ 10% หรือใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในปี 2553 ที่ขยายตัว 14.4% และมีจีดีพีโตที่ระดับ 7.8% หรือการใช้กำลังการผลิตควรจะอยู่ระดับ 7080% เพื่อสะท้อนว่านักลงทุนหรือผู้ประกอบการมีความต้องการขยายการลงทุนเพิ่ม และนำไปสู่ความต้องการจ้างงานเพิ่มจริงๆ เพราะมั่นใจว่าสินค้าที่เขาผลิตจะขายได้ ไม่ใช่ใช้กำลังผลิตเพียง 58.5% เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการผลิต มีการขยายการลงทุน มีการจ้างงานแรงงานเพิ่มหรือไม่
ภาวะเช่นนี้ยังไม่นับปัจจัยด้านเงินเฟ้อหรือดัชนีราคาสินค้าที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้น จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวแพงขึ้นได้อีก ซึ่งถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้นราคาสินค้าจะแพงขึ้น อาจจะบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศในระยะข้างหน้าลดลงได้อีก
ฉะนั้น การจะหวังให้การบริโภคภาคเอกชนซึ่งขยายตัวได้เพียง 0.4% หรือติดลบเช่นนี้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจคงไม่ได้ เพราะถ้ากำลังซื้อหรือการบริโภคภาคเอกชนยังลุ่มๆ ดอนๆ เช่นนี้ก็แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในรายได้ และการมีงานทำ
และความไม่แน่นอนของกำลังซื้อเช่นนี้จะส่งผลกระทบชิ่ง ทำให้ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนเองก็ไม่กล้าเพิ่มการผลิตเช่นกัน เพราะจะไปหวังพึ่งกำลังซื้อจากเกษตรกรที่เป็นประชากรหมู่มากก็คงไม่ได้
เพราะปีนี้ราคาสินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ฯลฯ ชะลอลงจากปีที่แล้ว ในขณะเดียวกันปีนี้จะหวังให้ภาคการส่งออกมาขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโตตามคาดก็คงไม่ได้อีก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอ ทำให้กำลังซื้อหรือยอดสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศชะลอลงด้วย
ฉะนั้น เศรษฐกิจปีนี้จะเดินหน้าขับเคลื่อนไปได้จากปัจจัยตัวเดียว คือ หัวรถจักรของภาครัฐ เพราะหัวรถจักรตัวอื่น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภาคเอกชน ภาคเกษตรกรรมการผลิตภาคอุตสาหกรรม การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก ต่างก็ตกรางไปหมดแล้ว
ดังนั้น รัฐบาลก็ต้องเร่งการลงทุนของภาครัฐให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ด้วยวิธีการ
1.เร่งผลักดันการใช้จ่ายในงบประมาณปี 2555 ที่ตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ถึง 4 แสนล้านบาท ให้การลงทุนของภาครัฐไม่สะดุด
เพราะถ้าเงินลงทุนของภาครัฐไม่ออก การลงทุนของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ไม่เดิน ที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2555 ล่าช้าไปร่วม 6 เดือน นับตั้งแต่เริ่มปีงบประมาณในเดือน ต.ค. 2554 มาจนถึงขณะนี้ ถ้าไม่เร่งดำเนินการ ไม่กำหนดเป้าหมายการใช้งบประมาณในโครงการลงทุนต่างๆ ให้ชัดเจน ก็ไม่มีทางที่เศรษฐกิจปีนี้จะเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย
2.รัฐบาลต้องเร่งให้เกิดการใช้จ่ายเงินกู้ตามวงเงินในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่จะใช้จ่ายเพื่อการป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท รวมถึง พ.ร.ก.ที่กำหนดเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษหรือซอฟต์โลน 3 แสนล้านบาท ที่ออกมาเพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนรายย่อยได้กู้เพื่อนำไปใช้จ่ายในการฟื้นฟูหลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ให้เกิดการใช้จ่ายเงินออกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินไปได้ตามแผนงาน ไม่ใช่เงียบเชียบไร้ความคืบหน้าไม่มีใครรู้ใครเห็นนอกจาก ธปท. เช่นนี้
เพราะหากวงเงินมากมายที่กำหนดมาด้วยเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนเหล่านี้ยังไม่ถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นจริง ได้แค่วาดวิมานนโยบายอยู่แค่บนแผ่นกระดาษแบบนี้ โดยไม่มีการเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเสียที ความหวังจะเห็นเศรษฐกิจติดปีกนั้นคงยากเย็นแสนเข็ญ
รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นเม็ดเงินที่เป็นตัวการสำคัญ และเป็นหัวรถจักรตัวเดียวที่เหลืออยู่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่งนั้น คือการลงทุนของภาครัฐ
ถ้าขืนให้หัวรถจักรที่เป็นการลงทุนภาครัฐยังอืดอาดยืดยาดอยู่ต่อไป ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามอยู่เช่นนี้ต่อไปอีก เศรษฐกิจไทยคงไม่พ้นปากเหวเป็นแน่!
ไม่เชื่อก็ลองดู...







