
บิดเบือนคำพิพากษากลียุค
....สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ตลอด 1 สัปดาห์หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา มีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งคือการวิพากษ์วิจารณ์จากความรู้สึกของประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และสังคมในแง่มุมต่างๆ ศาลยุติธรรมขอน้อมรับ เพราะเชื่อว่าคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นติชมด้วยความเป็นธรรม ถือเป็นส่วนที่ช่วยพัฒนากระบวนการยุติธรรม และเป็นกระจกเงาสะท้อนให้ผู้พิพากษา ในทางกลับกันหากกระจกเงานั้นบิดเบี้ยว ติชมโดยไม่อยู่ในฐานของความเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
ศาลยุติธรรมก่อตั้งมา 128 ปี ทั้งตุลาการที่ล่วงลับไปแล้ว และที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ทุกท่านถือเป็นคุณูปการของวงการตุลาการ ผู้พิพากษาเปรียบเสมือนนักวิ่งผลัดที่เปลี่ยนมารับหน้าที่รักษาทรัพย์สมบัติของชาติและประชาชน งานของศาลไม่มีมิตรแท้ แต่มีศัตรูถาวร เพราะการตัดสินของศาลย่อมมีผู้แพ้และชนะ คนชนะจะมองว่าศาลให้ความยุติธรรม แต่ในมุมของคนแพ้จะมองว่าศาลลำเอียง
เพราะฉะนั้น ความยุติธรรมในความหมายของตนคือความพอใจ หากใครไม่พอใจความยุติธรรมของฝ่ายนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ช่วงที่ผ่านมามีผู้ให้ความเห็นบางคนวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่คลาดเคลื่อน ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรมไม่มีหน้าที่ปกป้องหรืออธิบายคำพิพากษา เนื่องจากคำพิพากษาขององค์คณะได้อธิบายไว้อย่างละเอียดแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกมา แต่คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะสามารถดาวน์โหลดคำพิพากษาฉบับเต็มได้ทางเว็บไซต์ของศาลฎีกาฯ ส่วนคำวินิจฉัยส่วนตัวขององค์คณะทั้ง 9 นั้น จะปิดประกาศที่หน้าศาลฎีกาต่อไป โดยสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้พิพากษาท่านใดมีมติในประเด็นต่างๆ อย่างไร
สำหรับประเด็นที่คลาดเคลื่อน
1.ประเด็นแรก คือ มีคนกล่าวว่าศาลฎีกาฯ มีลักษณะยอมรับคำสั่ง คมช. ไปปฏิบัติ ศาลควรใช้กฎหมายในรัฐสภาเท่านั้น เรื่องนี้ขอชี้แจงว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 ถึงปัจจุบัน เกิดการปฏิวัติขึ้นมาหลายครั้ง เมื่อยึดอำนาจได้คณะปฏิวัติจะตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อรับรองความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจในรูปแบบประกาศ ซึ่งปัจจุบันยังมีการนำมาใช้ในประมวลกฎหมายอาญาหรือ พ.ร.บ.ต่างๆ ศาลเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราขึ้น ถ้ากฎหมายออกมาที่ชอบโดยหลักการแล้ว ศาลมีหน้าที่บังคับใช้และตีความกฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าสองมาตรฐาน
2.มีการเปรียบเทียบว่าการยึดทรัพย์ในสมัย รสช. กับ คมช. เมื่อที่มาของคำสั่งมีความแตกต่างกัน สมัย รสช.นั้นตั้งคณะบุคคลขึ้นมาจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล มีการยึดทรัพย์สินทั้งหมดไว้ ก่อนจะเปิดช่องให้เรียกคืน ส่วน คตส.นั้นแตกต่างกัน เมื่อมีการให้อำนาจ คตส.ไต่สวนตามกรอบเวลาก่อนส่งให้อัยการฟ้องศาล หากทำไม่เสร็จก็ส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ เมื่อเข้าสู่กระบวนการศาลก็เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านพิสูจน์ความจริงอย่างเต็มที่ว่าทรัพย์ที่ได้มานั้นถูกต้องหรือไม่ มีความเป็นธรรมมากกว่า
3.มีการกล่าวหาว่าคำพิพากษามีการตั้งธงไว้ เขียนเสร็จแล้วจึงนำมาอ่าน ถือว่าผู้พูดพูดถูก แต่พูดไม่หมด รู้จริงแต่ไม่รู้แจ้ง เพราะตามรัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และ 2550 รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระบุไว้ว่า ให้ผู้พิพากษาทุกคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวเป็นหนังสือ ซึ่งความเห็นจะเหมือนหรือแตกต่างกันเป็นอิสระของผู้พิพากษาที่จะดำเนินการ แต่ไม่ใช้การกำหนดหรือปักธงผลคำพิพากษาเอาไว้
4.มีคนระบุว่าคำพิพากษาเป็นเสียงข้างมากไม่ระบุผลมติ ในเรื่องนี้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ใช้เสียงข้างมากขององค์คณะผู้พิพากษา เป็นการใช้คำตามกฎหมาย ส่วนมติเท่าไหร่นั้นสามารถติดตามได้จากการปิดประกาศของศาลฎีกา ซึ่งเป็นเรื่องที่เปิดเผย
5.ที่คนตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดต้องอ่านคำพิพากษาทุกถ้อยคำ เรื่องนี้ไม่ซับซ้อน เพราะการอ่านคำพิพากษาเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 อนุมาตรา 3 ที่กำหนดให้ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาทั้งหมดโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย
6.มีผู้กล่าวหาว่าคดีนี้มีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง มีการตัดสินตามใบสั่งนั้น ขอชี้แจงว่า ในการเลือกองค์คณะทั้ง 9 ท่าน ต้องผ่านการลงคะแนนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก่อนติดประกาศชื่ออย่างเปิดเผย ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้คัดค้านสามารถคัดค้านให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษา แต่ไม่มีใครคัดค้านจึงถือว่าไม่ติดใจ สำหรับองค์คณะทั้ง 9 ท่าน เป็นระดับอดีตรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา และเทียบเท่ารองประธานศาลฎีกา รับราชการมาเป็นเวลา 40 ปี มีเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์ ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้พิพากษา ฉะนั้นยืนยันได้ว่าไม่มีใครที่จะมาสั่งให้ท่านใดซ้ายหันหรือขวาหันได้
7.ผู้พิพากษามีความเห็นที่ขัดแย้งกัน และควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ขอเรียนว่าผู้พิพากษามีความเห็นแตกต่างกันในข้อกฎหมาย บางครั้งจะเห็นว่าผู้พิพากษาถกเถียงกันเรื่องข้อกฎหมายจนหน้าดำคร่ำเครียด ทั้งนี้เพราะต้องการหาทางออกให้ดีที่สุด ไม่มีลักษณะที่โกรธกัน การเขียนคำพิพากษากลางนั้นจะนำประเด็นของคำพิพากษาส่วนตัวที่องค์คณะเห็นว่าดีที่สุดมาปรับแต่งเป็นคำพิพากษากลาง จึงไม่แปลกหรือมีพิรุธที่คำพิพากษากลางเขียนเสร็จในช่วงเช้าและอ่านคำพิพากษาในช่วงบ่าย ส่วนเรื่องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยนั้นเป็นการพิจารณาเฉพาะในคดีอาญา ไม่เกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ที่เป็นคดีแพ่ง
ที่กล่าวทั้งหมดไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องศาล แต่บางเรื่องประชาชนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน วันนี้สังคมไทยอ่อนแอ เกิดการแบ่งฝ่ายจากความเชื่อที่แตกต่างกัน สถาบันตุลาการถือเป็นสถาบันหลัก เป็นสมบัติของประชาชน หากศาลขาดความน่าเชื่อถือก็จะเกิดศาลเตี้ยขึ้นมา ไม่อยากเห็นและไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น เพราะจะเป็นกลียุค ไม่มีใครเชื่อใคร ที่ผ่านมา 128 ปี ศาลยุติธรรมตุลาการยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีเสื้อสีแดง สีเหลือง หรือสีน้ำเงิน ศาลเป็นตัวแทนของประชาชน ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ให้สังคมอยู่ได้โดยปกติสุข ขอให้ช่วยกันรักษาสถาบันหลักของชาติไว้ ประเทศไทยจะได้ไปรอด ประเทศปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือว่าโชคดีมากแล้ว
สำหรับเรื่องที่มีผู้ออกมาพูดเรื่องสินบนตุลาการนั้น ได้เรียนให้นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล เลขานุการศาลฎีกาฯ ทราบแล้ว พร้อมกับหารือกับทางองค์คณะทั้ง 9 ท่าน ว่าการพูดจาในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ศาลสมควรดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ศาลไม่มีการปล่อยนิ่งดูดายในเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุปั่นป่วนด้วยการปาสิ่งปฏิกูลหรือวัตถุระเบิดขึ้นหลายครั้ง เราไม่อยากให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับองค์คณะผู้พิพากษา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง แต่ศาลก็ไม่ประมาท จัดการดูแลสวัสดิภาพขององค์คณะอย่างเต็มที่ รวมถึงดูแลบุคคลในครอบครัวของผู้พิพากษาอีกด้วย เช่นเดียวกับอาคารสถานที่ที่มีการจัดการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างดี เพื่อไม่ให้บั่นทอนขวัญและกำลังใจ







