
ยึดเงิน โอ๊ค-เอมไว้ก่อน ให้พ่อมาถอนไป...
8...ทีมข่าวการเงิน
คําตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พิพากษาให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 4.63 หมื่นล้านบาท โดยองค์คณะผู้พิพากษามีมติเป็นเอกฉันท์ว่า...
“พ.ต.ท.ทักษิณยังคงเป็นเจ้าของหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำนวน 1,449 ล้านหุ้น แต่อำพรางหรือซุกไว้ในชื่อลูกและเครือญาติก่อนที่จะขายให้แก่บริษัท เทมาเซก โฮลดิ้ง”ก่อให้เกิดข้อถกเถียงกันหนักว่า กรมสรรพากรจะยังมีอำนาจในการบังคับให้บุตรชายและบุตรสาวต้องเสียภาษี 1.21.4 หมื่นล้านบาท อีกหรือไม่
ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า เมื่อทุกอย่างเป็นนิติกรรมอำพราง ดังนั้นจึงเป็น
“โมฆะ”ข้อคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เมื่อมีการทำธุรกรรม มีรายได้ มีการโอน มีการทำการขาย คนผู้นั้นก็ต้อง
“เสียภาษีให้รัฐ”ส่วนใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง ก็ไปว่ากันในเรื่องของกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่แท้จริง
เรื่องนี้หากพิเคราะห์เจาะลึกกันแล้วจะสามารถเห็นภาพที่ซุกซ่อนไว้ 23 ประเด็น
vvv
ประเด็นแรก กรมสรรพากรมีอำนาจในการยึดทรัพย์และเรียกเก็บภาษีจาก
“เอมพินทองทา โอ๊คพานทองแท้ ชินวัตร” จากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป 329.2 ล้านหุ้น จากบริษัท แอมเพิลริช อินเวสเมนต์ ในราคาหุ้นละ 1 บาท เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2549 ทำให้ได้ผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นละ 48.26 บาท จนต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1.2 หมื่นล้านบาท อยู่หรือไม่ประเด็นนี้ ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หยิบยกขึ้นมาต่อสู้ในศาลฎีกาแล้ว โดยระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ดำเนินการสองมาตรฐาน นอกจากให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากโอ๊คเอมแล้ว กลับกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ป อีกคดี
แต่ศาลฎีกาก็วินิจฉัยชัดเจนว่า
“การให้เรียกเก็บภาษีอากรจากพานทองแท้และพินทองทาที่ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช เป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดให้ผู้มีเงินได้พึงประเมิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด”นอกจากนี้ มาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ก็บัญญัติหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ว่า บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใดๆ แสดงว่า
(1) เป็นเจ้าของทรัพย์สิน อันจะระบุไว้ในหนังสือสำคัญ และทรัพย์สินก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน หรือ
(2) เป็นผู้ได้รับเงินได้ถึงประเมิน โดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้
การดำเนินการทางภาษีอากรกับพานทองแท้และพินทองทา จึงเป็นการดำเนินการตามหลักการแห่งประมวลรัษฎากร
การกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติในคดีนี้ เป็นการดำเนินการกับเจ้าของที่แท้จริงในหุ้นบริษัท ชินคอร์ป เป็นคนละเรื่องกับความรับผิดทางภาษีอากร เพราะมีหลักกฎหมายในการพิจารณาที่แตกต่างกัน
ข้อต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้านที่ 13 จึง
“ฟังไม่ขึ้น”เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมหมายถึงว่า ฝ่ายน้ำเงินคือ กรมสรรพากร มีสิทธิเรียกเก็บภาษีจาก
“โอ๊คเอม”vvv
แม้กระนั้นฝ่ายแดงที่เห็นว่าไม่ต้องเสียภาษี ก็ยังเถียงคอขึ้นเอ็นว่า ถ้าพิจารณารายละเอียดคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พานทองแท้ พินทองทา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บรรณพจน์ ดามาพงศ์ และบริษัท แอมเพิลริช ล้วนแล้วแต่เป็น
“ผู้ถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ป แทน” หรือเป็น “นอมินี” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ จนกระทั่งมีการขายหุ้นแก่บริษัท เทมาเซกเมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะมีการโอนหุ้นกันระหว่างบุคคลดังกล่าวจะเป็นกี่ทอด บุคคลดังกล่าวก็ยังคงเป็น
“ผู้ถือหุ้นแทน” พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานอยู่ดีเมื่อทั้ง พานทองแท้ พินทองทา และบริษัท แอมเพิลริช ล้วนเป็นผู้ถือหุ้นแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ การโอนทรัพย์สินไปมาระหว่างตัวแทนกับตัวแทน หรือการโอนทรัพย์สินจากตัวแทนกลับไปยังตัวการ ซึ่งก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือคุณหญิงพจมาน ย่อมไม่เกิดผลประโยชน์ใดๆ กับ
“ตัวแทน” เมื่อไม่เกิดผลประโยชน์ จึงไม่เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39จากหลักการดังกล่าว เมื่อบริษัท แอมเพิลริช ซึ่งเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ โอนหุ้นให้กับพานทองแท้และพินทองทา ซึ่งเป็นตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ เช่นกัน บุคคลทั้งสองจึงไม่ได้ผลประโยชน์จากการโอนหุ้นดังกล่าว จึงไม่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39
ในพฤตินัยเป็นเช่นนั้นจริงตามหลักการของประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายมหาชน
vvv
แต่ช้าก่อน ฝ่ายแดงอย่าเพ่อด่วนดีใจ เพราะในประเด็นนี้นั้นมีความนัยที่สามารถลากไส้ใครต่อใครออกมากองให้กากินกันได้ง่าย
“
โอ๊คเอม” และทนายความของฝ่ายแดงยังจำกัดได้หรือไม่ว่า ได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในคำฟ้องและข้อต่อสู้ของ
“โอ๊คเอม” ในชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั่งยัน นอนยันว่า ทั้งสองคนเป็นผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของตัวจริงเสียงจริงในบริษัท แอมเพิลริช และเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงของบริษัท ชินคอร์ป ที่ถืออยู่ก่อน“
เอม” จะมาพร่ำบนว่า งง สงสัย และมึนไม่ได้ เพราะความจำเธออาจจะสั้น แต่ความจำของประชาชนผู้เสียภาษีนั้นยาว...ดังนั้น ในกรณีที่ทีมทนายความ รวมถึง
“บิดามารดา” ของ “โอ๊คเอม” ต้องการใช้สิทธิประโยชน์จากผลของคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์ ก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ทั้งโอ๊คและเอมเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณหากยอมรับในคำตัดสินดังกล่าว
“โอ๊คเอม” จึงจะสามารถใช้ทนายความพันล้านให้นำคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์มาใช้เป็นพยานหลักฐานในการต่อสู้คดีภาษีอากร 1.2 หมื่นล้านบาทประเด็นนี้สำคัญและเป็นการสาวไส้กันจริงๆ เพราะเมื่อยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาเพื่อประโยชน์ในคดีภาษี ก็จะขัดแย้งอย่างรุนแรงกับหลักการและข้อต่อสู้ของคนในครอบครัวชินวัตรทั้งหมด ที่ยกมาอ้างในคำร้องที่ต้องยื่นอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
เพราะในห้วงนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน รวมถึง
“โอ๊คเอม” ต่างยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ได้โอนหุ้นให้กับลูกไปแล้วจริง ก่อนที่จะขายให้แก่บริษัท เทมาเซกประเด็นหนี้ไม่ต้องใช้สมองพิเคราะห์ก็เดาได้ว่า หาก
“ทักษิณคุณหญิงพจมานโอ๊คเอม” ยอมรับในหลักการนี้ ก็เท่ากับยอมให้มัดตราสังทันทีว่า “ผมซุกหุ้นไว้ และได้ยอมรับว่าแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จอีกแล้วครับทั่น” โทษ คือ ห้ามเล่นการเมือง 5 ปีvvv
ไม้ตายไม่ได้อยู่ที่ 2 ประเด็นที่นำเสนอมา หากแต่อยู่ในประเด็นนี้
ถ้าบริษัท แอมเพิลริช เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นชินคอร์ป 329.2 ล้านหุ้น และต่อมาได้โอนหุ้นให้แก่กรรมการบริษัท คือ พานทองแท้ และพินทองทา ในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท บุคคลทั้งสองย่อมได้รับผลประโยชน์ส่วนต่างราคาหุ้นตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรในมาตรา 39
แต่ว่าเมื่อศาลบอกว่า บุคคลทั้งสองเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ได้รับผลประโยชน์จากส่วนต่างของราคาหุ้นที่แท้จริงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อได้ประโยชน์ก็ต้องเสียภาษี...นี่คือไม้ตาย
ที่จะตายหนักไปกว่านั้น คือ ในมาตรา 824 ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุชัดๆ ที่หนีอย่างไรก็ไม่ออกคือ
“
ตัวแทน” คนใดทำสัญญาแทน “ตัวการ” ซึ่งอยู่ต่างประเทศ ท่านว่า “ตัวแทน” คนนั้นต้องรับผิดตามสัญญานั้นตามลำพังตัวเอง แม้ทั้งชื่อของตัวการจะได้เปิดเผยแล้วทุบโต๊ะไปเลยว่า
“โอ๊คเอม” จะยังต้องรับผิดในฐานะ “ตัวแทน” พ.ต.ท.ทักษิณ ตามกฎหมาย จนกว่า “พ่อ” จะถอนเงินที่ซุกไว้มาจ่ายภาษีให้ไม่เช่นนั้นอาจถึงล้มละลายได้ เพราะถึงตอนนี้ทรัพย์สินในชื่อของ
“โอ๊คเอม” ถูกอายัดให้นำไปจ่ายในส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติ 4.63 หมื่นล้านบาท เกือบ 90% เหลือเงินที่จะนำมาจ่ายภาษีได้ไม่ถึง 2,000 ล้านบาทสรรพากรจึงปักธงลุยยึดทุกอย่าง สืบทรัพย์ทุกอย่าง เพื่อดึงเงินทักษิณออกมาจ่ายภาษี







