
ตร.เร่งรวบรวมหลักฐานก่อนสรุปคดีชกวรเจตน์
ตำรวจรอรสบรวมหลักฐานให้ชัดเจนก่อนสรุปสำนวนดคีคู่แฝดชกวรเจตน์ เตรียมเพิ่มโทษหลังพบมีคดีอาวุธปืนติดตัว
ตำรวจรอรสบรวมหลักฐานให้ชัดเจนก่อนสรุปสำนวนดคีคู่แฝดชกวรเจตน์ เตรียมเพิ่มโทษหลังพบมีคดีอาวุธปืนติดตัว
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พ.ต.อ.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (รองผบก.น.1) (ดูแลงานสอบสวน) เปิดเผยสำนวนคดีที่นายสุพจน์ ศิลารัตน์ อายุ 30 ปี และนายสุพัฒน์ ศิลารัตน์ อายุ 30 ปี สองพี่น้องฝาแฝด ชาว จ.ปทุมธานี ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 ก.พ.ว่า ในส่วนของใบ ป.4 (ครอบครองอาวุธปืน) ที่ปรากฎภาพบนเฟซบุ๊กของนายสถพัฒน์ขณะถืออาวุธปืนนั้น เรื่องนี้อยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจ ส่วนการจะเพิกถอนนั้นอยู่ที่กติกา เช่นทำผิดโดยใช้อาวุธปืนก็ต้องพิจารณา
"เรื่องนี้ให้ทาง พ.ต.ท.ณฐกร คุ้มทรัพย์ รองผกก.สส.สน.ชนะสงคราม ดูว่ากรณีอย่างนี้ผู้อนุญาต ถือว่าอนุญาตถูกต้องตามข้อมูลหรือไม่ โดยได้ยื่นถามฝ่ายปกครองแล้ว เบื้องต้นสามารถเพิ่มโทษนายสุพจน์ แฝดผู้พี่ได้เนื่องจากมีคดีอาวุธปืนผิดมือ สน.ดอนเมือง รอลงอาญา 2 ปี อยู่ในเงื่อนไขเพิ่มโทษได้"พ.ต.อ.วิชาญญ์วัชร์กล่าว
ถามว่าผู้ต้องหามีสิทธิเดินทางไปต่างประเทศหรือไม่ เพาะในเฟซบุ๊กมีผู้มาโพสต์อ้างว่าเป็นทนายของฝาแฝดทั้งคู่ได้บอกว่าไปท่องเที่ยวที่ฮาวายพร้อมครอบครัว พ.ต.อ.วิชาญญ์วัชร์ กล่าวว่า เรื่องนี้สามารถไปได้ ไม่ได้อายัดตัว การอายัดต้องมีหมายจับ
ส่วนสำนวนคดีรอผลตรวจสอบประวัติ ใบแพทย์ รอยลายนิ้วมือ โดยมีกำหนดนัดวันที่ 12 มีนาคม ให้มาพบพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม เพื่อส่งฟ้องศาล แต่หากไม่มาจะขอเลื่อนก็ต้องบอกด้วยว่าเหตุใดจึงไม่มา ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือใช้คำพูดไม่ได้ ซึ่งหากเสร็จเร็วก็ไปได้เลย เรื่องนี้ทางผู้บังคับบัญชาบอกว่าไม่ต้องเร่งรีบ แต่ให้รอหลักฐานให้ครบ







