
หั่นดอกกู้2%
ตามแผนพักชำระหนี้ให้ลูกค้าดี5ล้านราย-ตั้งกองทุนอุ้มฐานะแบงก์รัฐ
ตามแผนพักชำระหนี้ให้ลูกค้าดี5ล้านราย-ตั้งกองทุนอุ้มฐานะแบงก์รัฐ
คลังบี้แบงก์รัฐ ลดดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี 2% โดยไม่จ่ายชดเชย ให้บริหารความเสี่ยงเอง ชง ครม.อนุมัติสัปดาห์นี้
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะประชุมในสัปดาห์นี้เห็นชอบโครงการพักหนี้ลูกหนี้ธนาคารของรัฐที่ไม่เกิน 5 แสนบาท เพิ่มเติมจากเดิมที่ให้เฉพาะลูกหนี้ที่มีปัญหา (เอ็นพีแอล) เท่านั้น โดยลูกหนี้ดีของธนาคารรัฐทั้งหมดมีอยู่ 5 ล้านราย จะได้สิทธิเข้าโครงการพักหนี้ด้วย
ลูกหนี้ดีที่ต้องการพักหนี้ สามารถเลือกได้ 2 แนวทาง แนวทางแรกหยุดพักชำระเงินต้นเป็นเวลา 3 ปี แต่ยังต้องผ่อนชำระดอกเบี้ย โดยลูกหนี้ไม่สามารถกู้เงินเพิ่มใหม่ได้
แนวทางที่ 2 ลูกหนี้ขอลดดอกเบี้ยเงินในอัตรา 2% เป็นเวลา 3 ปี เช่น ลูกหนี้เคยเสียอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 7% ก็จะเสียดอกเบี้ยในอัตรา 5% เป็นเวลา 3 ปี โดยที่ลูกหนี้ยังขอกู้เพิ่มใหม่ได้ หากมีความต้องการ
การลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ดี รัฐบาลไม่ต้องตั้งงบประมาณชดเชยให้ธนาคารรัฐ โดยธนาคารรัฐแต่ละแห่งจะบริหารต้นทุนเอง
สำหรับเงื่อนไขการพักหนี้ลูกหนี้เอ็นพีแอลยังเหมือนเดิม คือ หยุดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี และไม่สามารถกู้เพิ่ม
ทั้งนี้ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เข้ารายงานเรื่องการพักหนี้เพิ่มเติมให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงและผ่านความเห็นชอบจาก ครม. จะมีการเปิดตัวโครงการวันที่ 15 มี.ค.นี้ เพราะเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง แต่การดำเนินการที่ผ่านมามีปัญหาลูกหนี้มาเข้าโครงการน้อย
นายสมชัย กล่าวว่า สศค.ได้เสนอนายกิตติรัตน์ ให้นำเงินจากการเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากธนาคารรัฐ 0.47% ที่จะเริ่มวันที่ 31 ก.ค.นี้ เป็นเงินปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท มาจัดตั้งกองทุนเพื่อสร้างความมั่นคงธนาคารรัฐ จากเดิมที่รัฐบาลต้องการจัดตั้งเป็นกองทุนพัฒนาประเทศไทย ซึ่ง รมว.คลังได้เห็นชอบในหลักการแล้ว
กองทุนดังกล่าวอาจจะทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินเพิ่มทุนให้กับธนาคารของรัฐและเป็นกองทุนสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับผู้ฝากเงินของธนาคารรัฐด้วย
อย่างไรก็ตาม การตั้งกองทุนจะต้องเสนอออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งอาจจะไม่ทันการเก็บเงินค่าธรรมเนียมงวดแรกวันที่ 31 ก.ค.นี้ ดังนั้นจึงให้ธนาคารของรัฐแยกเงินค่าธรรมเนียมในธนาคารแต่ละแห่งไปก่อน เมื่อกองทุนจัดตั้งเสร็จ ก็ให้นำเงินดังกล่าวส่งเข้ากองทุน







