
ผุดโครงการ UNFORGET นครบาลล่าโจรหมายจับตกค้าง
ตำรวจเมืองกรุงคงจะ “ลืมไม่ลง” เมื่อแม่ทัพใหญ่เมืองหลวงคลอดโครงการ “Unforget”
โดย...วัสยศ งามขำ
ตำรวจเมืองกรุงคงจะ “ลืมไม่ลง” เมื่อแม่ทัพใหญ่เมืองหลวงคลอดโครงการ “Unforget” หรือการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดีค้างเก่า เพื่อช่วยให้คนร้ายที่ถูกหมักหมมอยู่ในสารบบถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดี โดยตำรวจนครบาลได้นำหมายจับล็อตแรกจำนวน 300 หมาย ติดเป็นโปสเตอร์กระจายไปยังทั่วทุกโรงพักในนครบาล เพื่อให้ตำรวจเร่งไล่ล่า อย่าคิดว่าเป็นเพียงแค่โจรกระจอกเท่านั้น
ตำรวจนครบาลหลายคนมองว่าหมายจับที่ถูกลืมเหล่านี้อยู่ในกลุ่มคนร้ายที่ขึ้นชื่อว่า “จับไปก็เสียมือ” แต่ในความคิดของ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. และเพื่อนคู่หูอย่าง พล.ต.ต.พิสิฎฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ รอง ผบช.น. แล้ว เขาทั้งคู่ไม่คิดเช่นนั้น
แต่กลับมองว่า บรรดาโจรที่ถูกตราชื่ออยู่ในหมายจับคดีจิ๊บจ๊อยเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคดีลักเล็กขโมยน้อย วิ่งราว หรือแม้กระทั่งคดีอนาจารบีบก้นสาวๆ ล้วนมีความสำคัญที่จะต้องไล่ต้อนเข้าไปนอนในมุ้งสายบัวให้เร็วที่สุด นั่นเป็นเพราะโจรเหล่านี้เองที่ทำให้สังคมไร้ซึ่งความสงบสุข ก่อเหตุได้อย่างไม่หยุดไม่หย่อน
ด้วยเหตุนี้การรื้อหมายจับคดีเล็กน้อยที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ตามโรงพักทั้ง 88 สถานี ขึ้นมาปัดฝุ่น โดยมี พล.ต.ต.พิสิฎฐ์ เป็นหัวหอกนำทีมให้การจัดสารบบโจร ไม่ให้กลายเป็นโจรที่ถูกตำรวจลืมอีกต่อไป
ปกติแล้วคดีเล็กๆ เหล่านี้เมื่อชุดสืบสวนโรงพักออกหาข้อมูลและประสานงานกับพนักงานสอบสวนกระทั่งออกหมายจับแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องไปติดตามจับกุมตัว แต่ส่วนใหญ่ตำรวจมีหน้าที่จำนวนมากและมีหลายคดีต้องสืบสวนขยายผลต่อ เมื่อได้หมายจับมาจึงไม่ได้ออกติดตามจับกุม เพราะคิดว่าคดีเหล่านี้เมื่อมีหมายจับแล้วจะติดตามจับกุมเมื่อไหร่ก็ได้ เนื่องจากมีอายุความนาน 5-10 ปี แต่แทนที่จะถูกจับกลับกลายเป็นคดีหมายจับเหล่านี้ถูกเก็บไว้จนลืม กลายเป็นหมายจับที่ถูกลืม ทำให้โจรพวกนี้กลับไปก่อคดีอีก เพราะไม่ถูกจับกุมเสียที
“คดีประเภทนี้เป็นคดีที่ก่อความกังวลใจและรบกวนใจชาวบ้านมากที่สุด มากกว่าคดีฆาตกรรมด้วยซ้ำ ผมเล็งเห็นปัญหาตรงนี้ จึงต้องรื้อหมายจับพวกนี้มากวาดล้างให้หมด” พล.ต.ต.พิสิฎฐ์ กล่าว
พร้อมยกตัวอย่างคดีอนาจารผู้หญิงแค่จับก้น แต่มันกระทบกับจิตใจของผู้หญิง และหากปล่อยไว้พวกนี้อาจจะก่อคดีข่มขืนขึ้นได้และสร้างความชอกช้ำให้กับญาติของเหยื่อ คดีประเภทนี้จะต้องรีบจับให้เร็ว เพื่อให้สังคมได้รับรู้และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอีก
พล.ต.ต.พิสิฎฐ์ บอกว่า การเอาหมายจับ 300 ใบมาไล่ครั้งนี้ เพื่อบอกกับบรรดาสารวัตรสืบสวนตามโรงพักว่า ตำรวจต้องให้ความสนใจกับคดีเหล่านี้ด้วย โดยคัดเลือกจากกลุ่มคดีลักทรัพย์ ลักทรัพย์นายจ้าง ล้วงกระเป๋า ทุบกระจกรถ นักเรียนตีกัน อนาจาร และข่มขืน ไม่ใช่ให้ความสำคัญกับคดีฆาตกรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น การรวบรวมหมายจับครั้งนี้ถือเป็นการจุดพลุลูกใหม่ในการวงการตำรวจ ให้วงการตำรวจให้ความสนใจหันกลับมาดูคดีของตัวเองที่ค้างอยู่ในโรงพัก หรือไปตามจับของโรงพักอื่นก็ได้ เพราะตำรวจก็สามารถตามจับคดีได้ทั่วประเทศอยู่แล้ว
“ที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่า บช.น.จะละเลยคดีค้างเก่า แต่โครงการดังกล่าวเป็นโครงการนำร่องให้เห็นความตั้งใจที่จะจับกุมคนร้ายในคดีค้างเก่าที่ยังอยู่นอกคุก ซึ่งบางครั้งอาจไม่เป็นที่สนใจต่อสื่อมวลชน แต่มีผลกระทบกับประชาชนโดยตรง” พล.ต.ต.พิสิฎฐ์ กล่าว พร้อมกับบอกว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถจับกุมคนร้ายไปแล้วเกือบ 10 คนแล้ว
นี่แค่เริ่มต้นโครงการก็ถือว่าขับเคลื่อนไปด้วยดี อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้น ดีกว่าไม่ทำอะไร จริงไหมครับ!!!







