
แก้รัฐธรรมนูญ 50 เพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งรอบใหม่
ภายหลังการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ
ภายหลังการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ
ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มีมติรับร่างหลักการวาระแรก ด้วยคะแนน 399 ต่อ 199 เสียง เพื่อจัดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก่อนจะดำเนินการได้ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...)
โดยการประชุม กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมายังไม่สามารถเข้าสู่วาระการพิจารณาเป็นรายมาตราได้ เนื่องจาก กมธ.ซีกของพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้ความเห็นว่า การแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 291 ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น ไม่ใช่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทั้งฉบับ
ทั้งนี้ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สส.สงขลา กมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า เจตนารมณ์ของมาตรานี้เพื่อต้องการเปิดช่องให้เฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น ไม่ใช่เปิดให้มีกระบวนการยกร่างใหม่ทั้งฉบับผ่าน ส.ส.ร.
ขณะที่ นายสงวน พงษ์มณี สส.ลำพูน กมธ.จากพรรคเพื่อไทย ระบุว่า มาตรา 291 แม้จะไม่ได้กำหนดชัด แต่คิดว่าสามารถดำเนินการได้ โดยให้ยึดรัฐธรรมนูญมาตรา 7 เป็นหลัก เช่นเดียวกับในอดีตเมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เริ่มด้วยการแก้ไขมาตรา 211 ก่อน ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 นี้ก็ดำเนินการตามครรลองเดียวกัน จึงคิดว่าสามารถดำเนินการได้ไม่ขัดกับกฎหมาย
อย่างไรก็ดี คงต้องตามติดเรื่องดังกล่าวในการประชุม กมธ.สัปดาห์หน้า ที่จะเริ่มกระบวนการพิจารณาแก้ไขเป็นรายมาตรา โดยเริ่มตั้งแต่หลักการและเหตุผล ควบคู่กับการรอรับคำแปรญัตติของรัฐสภา ที่กำหนดไว้ภายใน 30 วัน ระหว่างวันที่ 25 ก.พ.-25 มี.ค.นี้
แม้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่งเริ่มออกสตาร์ต แต่ก็มีเรื่องร้อนแรงไม่แพ้กันให้จับจ้อง เมื่อนายวัฒนา เมืองสุข สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการยุบศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองไปรวมอยู่กับศาลฎีกา ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มีการวางโครงสร้าง การเข้าสู่อำนาจ และการตรวจสอบ ที่อาจตกเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความขัดแย้ง
เป็นเหตุให้นายไพโรจน์ มินเด็น โฆษกศาลปกครองออกมาแถลงข่าวยืนยันว่า การทำงานที่ผ่านมา 11 ปีของศาลปกครองได้ตัดสินคดีความต่างๆ ตามกรอบของกฎหมายและความถูกต้อง หากจะยุบ แล้วความก้าวหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตาต่อไป
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน จึงยังไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือเหตุผลในการแก้ไข ต้องบอกให้ได้ว่าเกิดจากปัญหาใด และการแก้ปัญหาองค์กรสามารถทำได้จริงหรือไม่
ทว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานี้ไม่ได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับนักการเมืองด้วยกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภาคประชาชน เช่น “กลุ่มสยามสามัคคี” นำโดย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.สรรหา ในฐานะแกนนำ มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง โดยการจัดตั้ง ส.ส.ร. เพราะเหมือนเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับการทำรัฐประหาร แต่อาศัยคราบความเป็นประชาธิปไตยผ่านระบอบเผด็จการรัฐสภา
นอกจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมุ่งหวังเพียงช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มากกว่าแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอุทกภัย และเป็นห่วงว่าการเลือกตั้งและการสรรหา ส.ส.ร.จะเป็นไปตามฐานเสียงของพรรคการเมืองทั้งในและนอกสภา ดังนั้นเป็นไปได้ว่า ส.ส.ร.อาจถูกครอบงำจากการเมือง
“มีความกังวลใน 4 ประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ การแก้ในหมวดสถาบัน การแทรกแซงองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการนิรโทษกรรม”
นอกจากนี้ เรื่องร้อนรองลงมาให้สังคมได้ตั้งคำถามถึงเหตุการณ์คนลอบทำร้ายนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ภายในรั้วมหาวิทยาลัย จะเกี่ยวข้องกับความเห็นต่างทางการเมืองหรือไม่
แม้กล้องวงจรปิดจะสามารถจับภาพหน้าตาคนร้ายได้อย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบประวัติคนร้ายพบว่าเคยร่วมเผาหุ่นขับไล่กลุ่มนิติราษฎร์กรณีเสนอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ทว่า ภายหลัง 2 คนร้าย คือ นายสุพจน์ และนายสุพัฒน์ ศิลารัตน์ สองพี่น้องฝาแฝดชาว จ.ปทุมธานี ยอมเข้ามอบตัวที่ สน.ชนะสงคราม หลังก่อเหตุเพียงหนึ่งวัน พร้อมยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือทำ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของกลุ่มนิติราษฎร์ที่เสนอให้แก้ไขเรื่องดังกล่าว
ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่าอาจเป็นชนวนรอบใหม่ที่สร้างความแตกแยกในสังคม โดยเฉพาะ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ฐานะกรรมการคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ส่วนตัว http://kittipong forjustice.com/ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ คอป.จะต้องพิจารณา และไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่เกิดขึ้นในการใช้ความรุนแรงตอบโต้ ควรใช้เวทีเปิดในการแสดงความเห็นต่าง เป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า
“ห้วงสถานการณ์ปัจจุบันมีการเผชิญหน้าหรือใกล้ที่จะเผชิญหน้ากันทุกขณะ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องมีสติและยึดแนวทางสันติวิธีในการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหา เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันบนความคิดเห็นที่แตกต่างกัน”
ขณะที่ พ.ต.ท.ณัฐกร คุ้มทรัพย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม เปิดเผยความคืบหน้าว่า ในวันที่ 5 มี.ค.จะเดินทางไปรับผลการตรวจสอบประวัติต้องโทษของผู้ต้องหาทั้งสองคนจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร จากนั้นจะนำมาพิจารณาดูว่าจะเข้าข่ายการเพิ่มโทษอีกหรือไม่
ซึ่งหากเคยมีประวัติต้องโทษ จะต้องดูว่าศาลพิจารณาอย่างไร และยังอยู่ในเกณฑ์ที่จะถูกเพิ่มโทษด้วยหรือไม่ หากยังอยู่ในข่ายก็ต้องเพิ่มโทษกันไปตามกฎหมาย และจะนำตัวทั้งสองคนส่งฟ้องศาลแขวงดุสิตภายในสัปดาห์หน้า
นอกจากประเด็นการเมืองที่ทำให้ระทึกขวัญแล้ว ยังมีเหตุคานโครงการโฮปเวลล์พังถล่มลงมาปิดทับเส้นทางรถไฟขาเข้ากรุงเทพฯ บริเวณเสาโทรเลขต้นที่ 12/6 ห่างจากวัดเสมียนนารี 100 เมตร แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยโชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
ทั้งนี้ สาเหตุเบื้องต้นของการพังลงมาน่าจะเกิดจากสภาพคานที่เก่า ซึ่งถูกทิ้งไว้นานกว่า 20 ปี ประกอบกับอาจจะมีขโมยเข้าไปลักนอต เหล็กนั่งร้านที่ค้ำยันคานเอาไว้เพื่อนำไปขายต่อ อย่างไรก็ตาม ต้องรอเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร
ส่งท้ายสัปดาห์ด้วยเหตุเพลิงไหม้ อาคารฟิโก้ เพลส เลขที่ 18/8 ซอยสุขุมวิท 21 ถนนอโศก แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานให้เช่า มีความสูงถึง 13 ชั้น โดยต้นเพลิงเกิดที่บริเวณชั้น 7
ทำให้เจ้าหน้าที่พร้อมรถดับเพลิงกว่า 10 คัน เร่งระดมฉีดน้ำสกัดเพลิง แต่ด้วยอาคารมีความสูงการปฏิบัติงานจึงเป็นไปด้วยความทุลักทุเล ส่งผลให้เพลิงลุกลามเรื่อยไปถึงชั้น 10 อย่างรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพประชาชนในอาคารออกมานอกอาคารเป็นการด่วน และต้องปิดการจราจรรอบถนนอโศกชั่วคราว ส่งผลให้พื้นที่และบริเวณโดยรอบติดขัดเป็นอย่างมาก







