posttoday
ระหว่างวัยระหว่างยุค

ระหว่างวัยระหว่างยุค

03 มีนาคม 2555

การไปทัศนศึกษา หรือ Field Trip

โดย...ประมนต์ สุธีวงศ์

การไปทัศนศึกษา หรือ Field Trip อันหมายถึงการพาไปปิกนิกหรือเยี่ยมเยือนสถานที่ที่มีความสำคัญทางศาสนาหรือสังคมใกล้โรงเรียน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากสถานที่จริงไปพร้อมกับการอ่านตำรานั้น เป็นกิจกรรมอีกอย่างที่พวกเรานิยมชมชอบ เพราะได้ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่เราไม่มีโอกาสได้ไป

ปีที่ผมไปเรียน ทางโรงเรียนนำนักเรียนต่างชาติไปเล่นสกีบนภูเขาหิมะ เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับความหนาวและหิมะอย่างแท้จริง เพราะเมืองโอ๊กแลนด์ที่พักอยู่นั้นปกติไม่หนาวถึงขนาดจะมีหิมะตก แต่เราได้ล้มลุกคลุกคลานกันอย่างสนุกสนาน

ปีที่เรียนอยู่มัธยมปีสุดท้ายนั้น ผมพักอยู่กับเพื่อนและพี่ชายเพื่อนที่เรียนอยู่ที่เดียวกัน

เราเช่าห้องพักที่มี 2 ห้องนอน และห้องครัวเล็กๆ อยู่ด้วยกัน เดินไปโรงเรียนได้สบายๆ เพราะไม่ไกลนัก ข้างบ้านเป็นที่อยู่ของแม่ลูกคู่หนึ่ง ที่สหรัฐอเมริกาครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่คนเดียว (Single Parent) มีอยู่มากมาย เพราะการหย่าร้างเป็นเรื่องธรรมดา ลูกชายของคุณแม่ครอบครัวนั้นซึ่งอ่อนวัยกว่าพวกเราเล็กน้อย แวะมาเล่นกับเราเสมอๆ อีกฝั่งหนึ่งของห้องพักเป็นบ้านของสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่ง อยู่กัน 2 คน เพราะลูกๆ แยกตัวออกไปหมด

คุณปู่คนนี้ตัดหญ้าหน้าบ้านแทบทุกวันจนสนามเรียบแปล้ คงเป็นเพราะคุณปู่ไม่มีอะไรทำ วันเสาร์อาทิตย์ว่างๆ ผมเคยไปช่วยแกเล็มหญ้าตามขอบๆ ริมถนนทางรถเข้าบ้าน ได้เงินมากินขนมบ้าง วันไหนอยากฝึกภาษาก็คุยกับเด็ก แต่ถ้าหากฟังเรื่องการเมืองก็คุยกับคุณปู่ ไม่ต้องกลัวเหงา

ไปอยู่อเมริกาตอนแรกๆ รู้สึกว่าอะไรๆ มันแพงไปหมด เพราะค่าเงินเขาใหญ่กว่าเรา แม้ว่าตอนนั้นอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐเท่ากับ 18 บาทก็ตาม

ค่าใช้จ่ายอะไรที่ลดได้ต้องหาทางลดไว้ก่อน อย่างเช่นพวกเราตัดผมกันเอง ฝีมือตัดผม (ทรงกะลาครอบ) ของเราถือว่าใช้ได้ทีเดียว เสื้อผ้าไม่เคยเจอเตารีด นอกจากโอกาสที่ไปเที่ยวกับสาวๆ ฝีมือทำกับข้าวก็ถือว่าพอ “แหลกได้” ทำเองกินเอง

ไม่มีสิทธิจะบ่นอยู่แล้ว

มื้อเช้านั้นก็ง่ายๆ ขนมปัง นม ซีเรียล และไข่ดาว หรือไข่ต้ม ตามสะดวก

กลางวันก็ฝากท้องไว้กับโรงเรียน

ตอนเย็นผลัดกันเข้าครัวและล้างชาม อาหารจานโปรดของพวกเรา คือ เนื้อบดผัดกับกะหล่ำรับประทานกับข้าว เป็นอาหารจานโปรด เพราะทำง่าย ไม่ต้องคิดมาก ระหว่างทางจากบ้านไปโรงเรียนมีร้านขายของชำเล็กๆ ของคนจีนที่ขายจิปาถะ รวมถึงเนื้อบดที่เราซื้อเป็นประจำ ซื้อจนรู้กัน เวลาพวกเราเดินผ่านร้าน แค่ยกนิ้วส่งสัญญาณ เนื้อบด 4 ปอนด์ จะถูกห่อเตรียมไว้เรียบร้อย

คิดๆ แล้วอยู่รอดมาได้ก็เป็นบุญโข

เรื่องอาหารนี้ต่อมาภายหลังมีอาหารสำเร็จรูปประเภทแช่แข็ง ไว้ถึงเวลาก็เอาเข้าตู้อบนำมาบริโภคได้ทันทีแพร่หลายมากขึ้น ก็เลยไม่ต้องทนกินฝีมือกันเองบ่อยนัก อาหารสำเร็จรูปประเภทนี้ถูกขนานนามว่าทีวีดินเนอร์ หรืออาหารทีวี ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกอเมริกันขี้เกียจทำกับข้าว เลยบริโภคอาหารพวกนี้ไปและดูทีวีไปด้วย สบายดี

นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้น้ำหนักของคนอเมริกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

วัฒนธรรมกินข้าวไปดูทีวีไป เป็นที่มาของคำศัพท์ที่เรียกว่า Couch Potato หรือมันฝรั่งบนเบาะ ซึ่งแสดงถึงพฤติกรรมของคนที่ชอบนั่งกินนอนกิน เป็นคำเปรียบเทียบของคนขี้เกียจ

ระยะนั้นอาหารจานด่วน เช่น แฮมเบอร์เกอร์และพิซซา หรือเม็กซิกันทากอสยังไม่แพร่หลาย ระบบ DriveThru หรือขับรถผ่านเข้าไปรับอาหารเพื่อนำไปบริโภคที่อื่นเพิ่งจะเริ่มมี

เรย์ คล็อก ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ริเริ่มทำแฮมเบอร์เกอร์แมคโดนัลด์ จนดังไปทั่วโลกในปัจจุบัน เพิ่งจะเริ่มต้นธุรกิจ ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่

ตั้งแต่นั้นมาวัฒนธรรมการบริโภคของชาวอเมริกันได้เปลี่ยนไปในทิศทางที่เป็นโทษต่อสุขภาพมากขึ้น เพราะอาหารจานด่วนทำให้คนกินเร็ว กินของที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อร่างกาย และกินอาหารที่ไม่ครบหมู่

สมัยที่ผมเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกานั้น โรงเรียนและมหาวิทยาลัยยังมีห้องอาหารที่เรียกว่า คาฟิทอเรียอยู่ นักเรียน นักศึกษาไปซื้อมื้อเที่ยงรับประทานได้ อาหารก็พอใช้ได้ ราคากันเอง แต่เมื่อวัฒนธรรมการกินเปลี่ยนไป โรงเรียนก็เอาสะดวก ติดตั้งตู้ใส่อาหารสำเร็จรูปให้นักเรียนไปซื้อหาเอาเอง

เรื่องวัฒนธรรมการกินนี้ ทางยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสจะพิถีพิถันมาก

เขาจะฝึกให้เด็กๆ รู้จักคุณค่าของการใช้เวลาในการรับประทานอาหาร ไม่ให้รีบร้อน

ในฝรั่งเศสนั้น โรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถมต้นจะจัดเวลารับประทานอาหารกลางวันไว้นานพอที่จะนั่งดื่มกินกันช้าๆ แล้วสนทนากันไป ฉะนั้นสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตของชาวฝรั่งเศสน่าจะดีกว่าชาวอเมริกัน และไม่แปลกใจที่ฝรั่งเศสจะเป็นศูนย์ของการผลิตพ่อครัวฝีมือระดับโลกทุกประเภทชนิดอาหาร ที่กระจายไปโด่งดังทุกสารทิศ

เดี๋ยวนี้หลายแห่งเริ่มกลับมารณรงค์วัฒนธรรมการรับประทานอาหารที่ช้าลงมากขึ้นแล้ว

เมื่อผมไปถึงอเมริกาแรกๆ ตัวยังเล็กอยู่ สมัยอยู่กรุงเทพคริสเตียนตัวค่อนข้างเล็กและเตี้ย ต้องเข้าแถวอยู่หัวแถวหรือท้ายแถวเป็นประจำ

เมื่ออยู่ที่อเมริกาได้ปีเดียว รูปร่างสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว วัดความสูงเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยเท่ากับ 170 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าระดับปานกลางของชาวเอเชีย

สาเหตุเพราะปีแรกที่ไปถึงก็อัดเนื้อ นม ไข่เต็มที่ กินได้ไม่อั้น เพราะกำลังเติบโต และวิ่งเล่นเป็นประจำ ยิ่งตอนหัดเทนนิส วันๆ หนึ่งอยู่ในสนามหลายๆ ชั่วโมง จึงใช้พลังงานมาก

หลังเรียนจบกลับมาเมืองไทยครั้งแรก เพื่อนฝูงหลายคนทักว่าไปทำอะไรมาตัวจึงโตนัก เพื่อนๆ หลายคนก็สูงใหญ่ขึ้นตามวัย แต่บางคนก็ไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไร ตัวเล็กอย่างไรก็อย่างนั้น คงเป็นเพราะกรรมพันธุ์แตกต่างกัน อาหารเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยได้ แต่ไม่เสมอไป สังเกตดูเดี๋ยวนี้เด็กๆ ชาวเอเชีย ไทยจีนญี่ปุ่น รูปร่างสูงใหญ่กันแทบทั้งนั้น เพราะพ่อแม่รู้จักให้อาหารที่เหมาะสมกับลูกๆ

เดี๋ยวนี้ผู้ชายสูง 180 เซนติเมตร และผู้หญิงสูงๆ เท่าเทียมกันมีมากมาย ทำให้นึกถึงข้อเสนอแนะของนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งที่ตั้งทฤษฎีว่า ควรพัฒนาโลกให้สวนทางกับปัจจุบัน โดยทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งมนุษย์เล็กลง จะได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลง โดยเชื่อว่าถ้าคนตัวเล็กลงเหมือนอดีต ขนาดเสื้อผ้าที่จะใช้ก็จะน้อยลง อาหารกินก็จะน้อยลง บ้านช่องก็เล็กลง จะช่วยชะลอภาวะเสื่อมโทรมและสิ้นเปลืองของวัตถุทางธรรมชาติลงได้ รวมทั้งช่วยยืดระยะเวลาให้มนุษย์พัฒนาทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปถึงระดับที่ออกนอกโลกเพื่อค้นคว้าจักรวาลและหาที่อยู่ใหม่เพิ่มเติมได้ทันเวลา มิฉะนั้นมนุษย์จะทำลายโลกเสียก่อน และยุคไดโนเสาร์สูญพันธุ์จะกลับมาเยือนโลกมนุษย์อีกครั้งแน่นอน

นี่ฝากเป็นข้อคิดสำหรับเยาวชนรุ่นหลัง สำหรับพวกแก่ๆ ขนาดนั่งเขียนประสบการณ์ชีวิตแล้วไม่ต้องกังวล เพราะอีกไม่กี่ปีก็เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว

 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท