
คอมพ์ฉาว 900 ล้าน เหยื่อปปช.
จบเรื่องนี้เมื่อไหร่จะเขียนหนังสือชื่อ คอมพ์ฉาว 900 ล้าน เพราะเป็นรัฐมนตรีมา 4 กระทรวง
“จบเรื่องนี้เมื่อไหร่จะเขียนหนังสือชื่อ คอมพ์ฉาว 900 ล้าน เพราะเป็นรัฐมนตรีมา 4 กระทรวง ไม่เคยถูกกล่าวหาว่าทุจริต หรือถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบ แต่อยู่ๆ ถูกกล่าวหาว่าทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้างคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ถูกตราหน้าว่าเป็นคนทุจริต” คุณหญิงหน่อยกล่าวพร้อมกับหัวเราะไปพร้อมๆ กัน
คำกล่าวของ คุณหญิงสุดารัตน์ ถ่ายทอดออกมาปะปนความอัดอั้นตันใจ ที่ต้องครุ่นคิดถึงการแก้ต่างในคดี ข้อกล่าวหาว่าทุจริตจัดซื้อจัดจ้างโครงการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข มูลค่า 900 ล้านบาท
เธอเล่าว่า เรื่องเกิดขึ้นในสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุข ปี 25462547 ซึ่งคำคำนี้ (คอมพ์ฉาว) ได้ยินทุกครั้งเหมือนนำมีดมากรีดหัวใจ เพราะจะมีสักกี่คนที่รู้ว่าโครงการนี้ไม่ได้จัดซื้อแม้แต่เครื่องเดียว และงบประมาณก็ส่งคืนกระทรวงการคลังทุกบาททุกสตางค์ อีกทั้งเรื่องมีอยู่ว่า กรมบัญชีกลางที่มีหน้าที่ในการควบคุมการจัดซื้อจัดจ้างทั่วประเทศตามกฎหมาย ชี้มาแล้วว่าบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ร่วมประมูลโครงการตกสเปกทุกประการ คือ โครงการจัดซื้อระบุต้องการความจุเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 กิกะไบต์ และความเร็วของดีวีดีรอม 10 เอกซ์ แต่บริษัทเอกชนแห่งนี้เสนอเพียง 1 กิกะไบต์ และความเร็วดีวีดีรอมเพียง 6 เอกซ์ บริษัทเอกชนเขาก็ไม่สามารถเข้าสู่การประมูลได้ อย่าว่าแต่จะให้เป็นผู้ชนะการประมูลเลย ทำให้โครงการยังไม่ได้เริ่มประมูล
ทั้งในปี 2547 ก็ได้ร้องเรียนไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเป็นคนร้องเรียนคนแรกของคดี แต่หลังจากนั้น (หัวเราะ) กลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาซะเอง อย่างนี้ต้องเรียก “คดีพลิก!”
คุณหญิงอธิบายว่า ปมที่เป็นไฮไลต์หลักเลยก็ว่าได้ อยู่ที่การกล่าวอ้างว่าบริษัทเอกชนรู้เรื่องสเปกการประมูลล่วงหน้า และค่าซ่อมบำรุง 5 ปีจึงมาเสนอ ผลก็คือบริษัทนี้เสนอค่าเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกกว่าคนอื่น 13 ล้านบาท แต่ค่าซ่อมบำรุง 5 ปี แพงกว่าคนอื่นถึง 419 ล้านบาท ถามว่าเป็นวิญญูชนที่เห็นแก่ประโยชน์ของทางราชการ จะซื้อลงหรือไม่
“เพราะซื้อจากบริษัทไหนก็ต้องซ่อมกับบริษัทนั้น เท่ากับเสียค่าโง่ ใครที่เขียนรายละเอียดว่าจ้างเช่นนี้ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ และคนที่รับผิดชอบการเขียนรายละเอียดนี้คือ ภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. ในสมัยดำรงตำแหน่งรองปลัด สธ. และเป็นประธานคณะกรรมการประกวดราคาจัดซื้อ (ทีโออาร์) รับผิดชอบเขียนรายละเอียดจัดซื้อจัดจ้าง และยังจะมาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.สอบเรื่องที่ตัวเองทำได้อย่างไร”
คุณหญิงเล่าว่า มีความพยายามจะให้เหมือนว่าเป็นการโทร.สั่งการให้ได้ เช่น กล่าวหาว่าโทร.สั่งการใช้เวลา 39 นาทีจากต่างประเทศ แต่ในขณะนั้นได้ไปประชุมที่ต่างประเทศ ก็ต้องโทร.มาถามข้อมูลจากข้าราชการอยู่แล้ว เป็นการโทร.เพียง 1.2 นาที ป.ป.ช.คิดรวมเป็น 12 นาที โทร.อีกครั้ง 2.7 นาที เขาก็รวมเป็น 27 นาที ฉะนั้นโทร.รวมกัน 39 นาที เพื่อให้ดูเหมือนว่าได้มีการสั่งการยาวมาก ซึ่งมันไม่ใช่ คุณจะไม่เห็นจุดทศนิยมได้อย่างไร ทั้งหมดเป็นกระบวนการสอบสวนอย่างไม่เป็นธรรม
ดังนั้น การที่ไปเป็นพยานในการถอดถอน “ภักดี” เป็นการรักษา ป.ป.ช.เอาไว้ เพราะองค์กรอิสระมีความสำคัญ ต้องอยู่ต่อไป ส่วนคนไม่ดีต้องถูกพิจารณา ซึ่งในวันที่ 9มี.ค.นี้ วุฒิสภาจะลงคะแนนตัดสินว่าจะถอดถอนหรือไม่ ตรงนี้จะเป็นการพิสูจน์ถึงการถ่วงดุลตรวจสอบองค์กรอิสระ







