posttoday
คนซอยสวนพลู

คนซอยสวนพลู

03 มีนาคม 2555

ถ้าแนวคิดข้างต้นมีอยู่จริงในหัวสมองของคนที่คิดแก้รัฐธรรมนูญ

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“รังแกศาล รังควาญองค์การอิสระ”

ถ้าแนวคิดข้างต้นมีอยู่จริงในหัวสมองของคนที่คิดแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ยังไม่รู้ได้ แต่เพียงแค่เสนอขึ้นมาก็ “เป็นเรื่อง” หรือสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองได้พอสมควร หรือนี่อาจจะเป็นแผนการของคนบางกลุ่มที่ต้องการ “เผาอารมณ์สังคม” ให้คุกรุ่นแล้วลุกโชนเผาผลาญทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง ในลักษณะ “ไฟสุมขอน” เพื่อสร้างปรากฏการณ์ “ไซมีสสปริง” (Siamese Spring) ให้คนไทยลุกขึ้นมาทำลายล้างสถาบันต่างๆ

ผู้เขียนวิเคราะห์ออกมาเช่นนี้เพราะมี ความเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้คงจะไม่สำเร็จ อาจจะไม่ผ่านวาระ 2 และ 3 ในการขอแก้มาตรา 291 ที่คิดจะตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งกำลังพิจารณากันอยู่ในกรรมาธิการของรัฐสภาในขณะนี้

หรือถ้าผ่านก็จะไปวุ่นวายเอาในตอนเลือกตั้ง ส.ส.ร. และท้ายที่สุดเมื่อเลือก ส.ส.ร.ได้แล้ว มีการยกร่างเป็นรัฐธรรมนูญใหม่ก็ยิ่งจะมีความวุ่นวายอย่างรุนแรง จนบ้านเมืองอยู่ในสภาวะ “เอาไม่อยู่” เพราะประชาชนออกมาปะทะกัน ทุกอย่างก็จะเข้าล็อกของคนกลุ่มนี้ที่จะอาศัยความเละเทะดังกล่าวแทรกตัวเข้ามา “ปรับเปลี่ยนประเทศ” เสียใหม่

ปรากฏการณ์เละเทะจนคุมกันไม่อยู่นี่แหละที่เรียกว่า “ไซมีสสปริง”

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าคนที่คิดแผนการนี้จะตั้งชื่อการก่อกวนสังคมในแบบนี้ว่าไซมีสสปริงหรือไม่ แต่ผู้เขียนเปรียบเทียบเอาจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในโลกอาหรับเมื่อปีกลาย ที่เริ่มจากซีเรียและไปจบที่อียิปต์ในความตื่นตัวของประชาชนที่แสดงความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจ แล้วระดมกันออกมาขับไล่ผู้นำดังกล่าวจนต้องลงจากตำแหน่ง จากนั้นก็มีการ “ปฏิรูปประเทศ” ซึ่งก็ยังไม่เรียบร้อย เพราะบาดแผลที่เกิดขึ้นจากความร้าวฉานในสังคมยังไม่จางหาย

สื่อมวลชนและนักสังเกตการณ์การเมืองระหว่างประเทศเรียกการตื่นตัวของพลังประชาชนในแบบนี้ว่า “อาหรับสปริง” (Arab Spring ที่คำว่า Spring น่าจะมีความหมาย 2 อย่าง หนึ่ง คือการต่อสู้กับกำลังอำนาจที่กดขี่เหมือนแรงดีดตัวของสปริงที่จะมีมากตามแรงที่กดลงไป หรือ สอง หมายถึงการแตกตัวงอกงามของพรรณพืชในฤดูใบไม้ผลิที่เรียกว่า Spring Season)

ก่อนหน้านั้น ในประเทศจีนก็มีประชาชนในบางภูมิภาค ถ้าจำไม่ผิดคือชนกลุ่มน้อย(ที่จริงคือประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดในพื้นที่นั้น) ที่เรียกว่าชาวอุยกูร์ที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ในมณฑลซินเจียงทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ก็เคยลุกขึ้นคิดจะแยกตัวออกเป็นอิสระจากจีน แต่ก็ถูกทางการจีนระดมสรรพกำลังในภาครัฐ ซึ่งก็คือกองทัพจีนเข้าปราบปรามกระทั่งหมดฤทธิ์ลงไป ซึ่งสื่อมวลชนนานาชาติก็เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ไชนีสสปริง”

แต่ไซมีสสปริงของไทยอาจจะดูแปลกไปกับสปริงในทั้งสองภูมิภาคข้างต้น เพราะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกลุ่มประชาชนที่มีความไม่พอใจผู้นำหรือรัฐบาลแล้วลุกฮือออกมาขับไล่ผู้นำและรัฐบาลนั้นๆ เสีย แต่กลับเป็นกลุ่มมวลชนที่เกิดจากการจัดตั้งของคนในฟากรัฐบาลนั้นระดมกันออกมาเพื่อโค่นล้มฝ่ายตรงข้ามเพื่อรักษาผู้นำและรัฐบาลของพวกตนเองไว้

แต่ว่า โดยเหตุที่กระบวนการดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับว่ามีการหล่อหลอมหรือปลูกฝังความคิดให้ประชาชนลุ่มหลง (คลั่งไคล้) ในอดีตผู้นำบางคน แล้วเกลียดชัง (คั่งแค้น) ในกลุ่มอำนาจบางกลุ่มที่คนพวกนี้เรียกว่า “อำมาตย์” (ที่ลุกลามหมายความไปถึงสถาบันเบื้องสูง) โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะโค่นล้มระบอบการปกครองที่เป็นอยู่แล้วสถาปนาการปกครองในระบอบใหม่

การสร้างความตื่นตัวให้ประชาชนหลงผิดเช่นนี้ ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการผลิดอกออกผลของความเลวร้ายให้ประเทศนี้ไปสู่หายนะและได้เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ฝรั่งเคยรู้จักในชื่อว่า Siam หรือ “สยาม” ผู้เขียนจึงเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ไซมีสสปริง–Siamese Spring”

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความเชื่อว่าไซมีสสปริงจะประสบความสำเร็จได้ยากในสังคมไทย (เช่นเดียวกับที่เชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญในแบบที่พรรคเพื่อไทยกำลังพยายามอยู่นี้จะไม่สำเร็จ) ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ

ประการแรก ความพยายามของคณะคนคิดชั่วกลุ่มนี้ (ที่อาจจะมีชื่อย่อน่ารักๆ ตามยุคสมัยว่า คคช.คนคิดชั่ว) เป็นความคิดที่ผิดต่อหลักการการปกครองบ้านเมืองอย่างที่ควรเป็น นั่นคือพื้นฐานทางวัฒนธรรมการเมืองการปกครองไทยที่ได้มีการเชื่อมโยงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาสู่จิตใจของคนไทยจำนวนมากอย่างแนบแน่น ความคิดของคนกลุ่มนี้จึงคล้ายกับความพยายามที่จะปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่ผิดดินผิดอากาศ หรือเอาปลาน้ำจืดไปเลี้ยงในทะเลกระนั้น

ประการที่สอง โดยพื้นฐานทางด้านจิตใจของคนไทยที่รักสงบและมีเมตตาต่อกัน เป็นพลังอำนาจที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาติ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ทรัพยากรทางวัฒนธรรม” (Cultural Resource) จึงเชื่อว่ายากที่คนไทยจะออกมาฆ่ากันอย่างบ้าคลั่งเหมือนในบางประเทศ (ที่เคยเกิดขึ้นในความวุ่นวายเมื่อ 23 ปีที่ผ่านมานี้ ก็เป็นแค่อุบัติเหตุ หรือไม่ก็เป็นการจัดฉากของแต่ละฝ่าย อย่างที่เป็นวาทกรรมที่ว่าด้วย “ชายชุดดำ” นั้น) ดังนี้แม้ คคช. (คณะคนคิดชั่ว) จะพยายามปั่นหัวคนไทยในฝ่ายของเขา (ที่พวกเขาเรียกว่า “เสียงข้างมาก”)ให้ออกมา “เผาบ้านเผาเมือง” ก็คงจะไม่มีใครทำตาม (และที่ทำไปแล้วก็เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ)

ครั้งหนึ่งในสหรัฐได้เกิดสงครามกลางเมืองเกี่ยวกับเรื่องการค้าทาส ที่กลุ่มรัฐทางเหนืออยากให้เลิกการค้าทาสนั้นเสีย แต่รัฐทางใต้เห็นว่ายังมีความจำเป็นที่จะต้องมีแรงงานทาสนี้ไว้เพื่อใช้ในการเพาะปลูกที่ต้องการกำลังแรงงานจำนวนมาก สงครามนี้มีความสูญเสีย มีคนล้มตายจำนวนมาก ในที่สุดบรรดาผู้นำของฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ก็มานั่งเจรจากัน แล้วก็สามารถทำสัญญาสงบศึกได้ในที่สุด

สิ่งที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายนำมาคุยกันบนโต๊ะประชุมก็คือ “เราตั้งชาติสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเพื่ออะไร” ซึ่งก็พบว่า “เพื่อเสรีภาพและอิสระแห่งประชาชน” อันเป็นหลักการสำคัญของบรรดาผู้บุกเบิกและผู้ที่มุ่งมาสู่แผ่นดินใหม่ที่ผู้อพยพชาวยุโรปในยุคนั้นเรียกว่า “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” และหลักการสำคัญนี้ก็ยังคงปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญสหรัฐตั้งแต่วันแรกจนมาถึงวันนี้ นั่นคือ “All Men are Created Equal.” หรือแปลเป็นไทยว่า “คนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน”

ขอให้พวก คคช.หรือที่หลงผิดไปบ้าง ไปอ่านรัฐธรรมนูญเสียใหม่ ไปอ่านที่มาตรา 2 ที่ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

แล้วจะรู้ได้เองว่าประเทศไทยคืออะไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท