
วุฒิสภาจับมือสสส.รับมือโรคเผชิญน้ำท่วม
กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภาจับมือสสส.วางแนวทางรับมือโรคเผชิญน้ำท่วมชี้"หัวใจ-เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง"อยู่ในภาวะเสี่ยง
กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภาจับมือสสส.วางแนวทางรับมือโรคเผชิญน้ำท่วมชี้"หัวใจ-เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง"อยู่ในภาวะเสี่ยง
คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาสุขภาพของคนไทย และปัจจัยที่เกี่ยวข้องร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และโครงการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรทางนิติบัญญัติ จัดสัมมนา"ถอดบทเรียนน้ำท่วม 2554 : เตรียมรับมือปัญหาสุขภาพ"โดยมีวิยากรจากหลายองค์กรมาร่วมแสดงความเห็น
พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ อภิปรายในหัวข้อ"ผลกระทบต่อสุขภาพอันเนื่องมาจากน้ำท่วม" ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554มีความรุนแรงทั้งปริมาณน้ำ และระยะเวลาโดยเฉพาะน้ำที่ไหลเข้าท่วมกรุงเทพฯ ไหลผ่านจากเขตพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม
พื้นที่การเกษตร ซึ่งมีสารเคมีชนิดต่างๆ รวมถึงโลหะหนักปะปนมากับน้ำด้วยปัญหาที่ตามมา คือ ปัญหาสุขภาพในด้านต่างๆ ของประชาชนทั้งในขณะที่น้ำท่วมและหลังน้ำลด จากที่คณะอนุกรรมาธิการฯได้ศึกษาข้อมูลและลงพื้นที่สำรวจ พบว่าผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้สูงกว่า 1,000 ราย สาเหตุจากการจมน้ำตายและโดนไฟฟ้าช็อต ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถวางแนวทางป้องกันได้รวมถึงควรทบทวนหลักสูตรการว่ายน้ำเพื่อให้คนไทยมีทักษะในการป้องกันตนเองจากภัยธรรมชาติ
พญ.พรพันธุ์กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพที่สำคัญในช่วงน้ำท่วม คือการติดตามดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อีกทั้งสถานบริการทางการแพทย์ขนาดใหญ่ พบปัญหาระบบไฟฟ้าอยู่ในห้องใต้ดินแม้อพยพคนไข้ไปอยู่ชั้นสูงสุดของโรงพยาบาลได้ แต่ระบบไฟฟ้าก็ใช้ไม่ได้เพราะระบบการช่วยชีวิตอยู่ในชั้นที่น้ำท่วมถึงจึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องวางแนวทางป้องกันในอนาคตหากชุมชนสามารถรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งมีการสื่อสารที่ดีจะสามารถต่อสู้กับภัยธรรมชาติได้ดีกว่าและช่วยลดความรุนแรงของภัยพิบัติได้ซึ่งการถอดบทเรียนในครั้งนี้เพื่อเตรียมรับมือหากจะต้องเกิดเหตุภัยพิบัติเช่นนี้ขึ้นอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีการวางแนวทางในการการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ด้าน รศ.วิจิตร ฟุ้งลัดดา หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์สังคมและสิ่งแวดล้อมคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าที่ผ่านมาการสื่อสารถึงความเสี่ยงไปยังประชาชน ว่าน้ำจะมามากน้อยแค่ไหนจะมีภัยอะไรที่มากับน้ำบ้าง ถือว่ายังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร
ทั้งที่ข้อมูลจากการสำรวจรอบมหาวิทยาลัยมหิดลที่ศาลายาและพื้นที่น้ำขังรอบชุมชน บ้านเรือนของประชาชนโดยการตรวจคุณภาพน้ำพบปัญหาสำคัญคือ คุณภาพน้ำไม่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ มีสี มีกลิ่นปริมาณอ๊อกซิเจนต่ำ รวมถึงเชื้อโรคฉี่หนูเชื้อแบคทีเรียที่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางบาดแผลส่งผลให้เกิดโลหิตเป็นพิษ รวมถึงเชื้อไวรัสต่างๆ อาทิ ไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง
นอกจากนี้ยังพบยุงที่เป็นพาหะนำโรคไข้สมองอักเสบ และนำโรคเท้าช้างด้วยดังนั้น ควรมีการสื่อสารให้ประชาชนมีวิธีป้องกันตนเองจากการสัมผัสน้ำเน่าเสียโดยตรงเพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา นอกจากนั้นสุขาเคลื่อนที่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากที่ผ่านมาพบขยะจากการขับถ่ายและขาดการจัดการเป็นที่มาของเชื้อโรค
ด้าน นพ.อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภากล่าวว่า จากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2554ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 65จังหวัดของประเทศและก่อให้เกิดความเสียหายในทุกระดับตั้งแต่ระดับครัวเรือน ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจที่เกิดความเสียหายกับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆซึ่งประเมินค่าความเสียหายเป็นจำนวนมหาศาลด้านสังคมได้ส่งผลกระทบให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัยต้องอพยพเข้ามาอยู่อาศัยในศูนย์พักพิงต่างๆรวมทั้งน้ำท่วมที่คงสภาพนานนับเดือนได้ส่งผลกระทบต่างสุขภาพของประชาชนทำให้ประชาชนเกิดภาวะตึงเครียดจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ปัญหาน้ำท่วมยังส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชนหลายร้อยคนจากสาเหตุหลักคือ การจมน้ำ การถูกไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าช็อตซึ่งการสูญเสียดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นหากมีการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและทันท่วงทีอย่างไรก็ตามยังพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทั้งในส่วนของการจัดระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องจัดให้กับประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น 1.หน่วยงานรัฐจึงควรกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการในระดับท้องถิ่น 2.หน่วยงานระดับท้องถิ่นควรส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักการดูแลตนเองในช่วงที่เกิดภัยพิบัติโดยไม่ต้องพึ่งพาการให้การช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐเพียงอย่างเดียว
ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าควรมีการเตรียมความพร้อมไม่ใช่พอน้ำมาแล้วจึงค่อยมาเตรียมความพร้อมสิ่งสำคัญในกรณีที่เกิดภัยพิบัติต้องมีระบบตรวจจับถ้าระบบตรวจจับไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาเรื่องข้อมูลคลาดเคลื่อน ภัยพิบัติ ครั้งนี้ในปี 2554ระบบล่มหมดซึ่งช่วงที่อยู่ในระหว่างกู้ภัยทางกรมควบคุมโรคได้คิดแผนประคองกิจการให้เกิดขึ้นเพื่อใช้ช่วงที่เกิดน้ำท่วมให้สามารถทำงานได้ ซึ่งแผนระบบเฝ้าระวังมี 2 ระบบใหญ่ 1.สถานพยาบาลซึ่งบางสถานที่น้ำท่วมบางที่ต้องปิดทางกรมก็จะสร้างระบบขึ้นมาเสริม เพื่อป้องกัน 8 โรคจากปัญหาน้ำท่วมทำให้ทางกรมเป็นห่วงว่าจะระบาดในกลุ่มเด็กเพราะเกิดการรวมกลุ่มกันนอกจากนี้ในขณะเดียวกันได้เฝ้าระวังทั้งโรคและเหตุการณ์ 2. ในเรื่องของศูนย์พักพิงเพราะมีประชาชนไปรวมกลุ่มกันมาก 11นอกจากนี้ยังดำเนินการในการเฝ้าระวังความเสี่ยงในพื้นที่ที่สำคัญและให้ความสำคัญต่อประชาชน ข้อมูลของกรมจะต่างจากของทาง ปภ. เพราะข้อมูลทางปภ.จะเป็นข้อมูลทางการและไปสัมพันธ์กับการชดเชยเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัย ซึ่งข้อมูลของทางของทางกระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักระบาดใช้เพื่อการป้องกันควบคุมโรคและนำข้อมูลส่วนดังกล่าวสื่อสารกับทาง ปภ. ทั้งนี้ พบว่าผู้เสียชีวิตหลักๆมาจากสาเหตุจากการจมน้ำที่พบสูงถึง 901 คน และส่วนใหญ่เป็นผู้ชายรองลงมาเสียชีวิตจากสาเหตุไฟฟ้าช็อต 153รายส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลภาพรวมการเจ็บป่วยของประชาชนครั้งนี้ภาวะโรคระบาดการเจ็บป่วยโรคติดต่อน้อยกว่าหลายประเทศที่เกิดภัยพิบัติ
ขณะที่ นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่าในช่วงของสุขภาพจิตแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1. ช่วงก่อนน้ำท่วม 2.ระยะขนาดที่น้ำกำลังท่วม 3. หลังจากน้ำลดซึ่งทั้ง 3ระยะมีความแตกต่างในเรื่องสุขภาพจิต ก่อนที่น้ำจะเข้ากรุงเทพฯประชาชนได้มีการเสพข่าวสารกันอย่างมากทำให้ประชาชนเกิดความสับสนกับข่าวสารที่ได้รับมาโดยรับข่าวสารกันอย่างเอาเป็นเอาตายส่งผลให้เกิดภาวะวิตกกังวลว่าน้ำจะมาหรือไม่มาเนื่องจากการเสพข่าวสารมากปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่ 2 ในขณะที่น้ำท่วมอาจแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เตรียมตัวทัน และกลุ่มที่เรียมตัวไม่ทันซึ่งกลุ่มที่เตรียมตัวทันความเสียหายน้อยสุขภาพจิตก็เกิดน้อยไปด้วยในกลุ่มที่เตรียมตัวไม่ทันเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินปัญหาสุขภาพจิตส่งผลกระทบมาก
สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาสุขภาพจิตในภาวะน้ำท่วมออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1. กลุ่มผู้สูงอายุที่พบว่ามีความเสี่ยงมาก 2.กลุ่มที่เจ็บป่วยเรื้อรังหรือคนพิการที่ความแข็งแรงทางสภาพร่างกายและจิตใจน้อย 3. กลุ่มคนไข้ทางจิตเวชเดิม อาทิคนไข้โรคจิตที่อาจมีอาการคุกคั่งได้ตรวจเวลา และ 4.กลุ่มที่มีการสูญเสียทั้งทางด้านทรัพย์สินและญาติพี่น้องในครอบครัวในการดูแลของกรมสุขภาพจิตครั้งนี้ได้มีการประสานไปยังสาธารณสุขจังหวัดให้ประสานไปยังว่า อยากให้มีการคัดกรองบุคคลทั้ง 4กลุ่มเพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงซึ่งพบจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มนี้มีความเครียดสูงถึง 7 เปอร์เซ็นต์มีภาวะซึมเศร้า 9 เปอร์เซ็นต์และมีความความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายซึ่งทางกรมสุขภาพจิตไม่อยากให้ปัญหาอุทกภัยส่งผลให้ประชาชนต้องฆ่าตัวตายมากขึ้นโดยการป้องกันส่งอสม.ไปตรวจเยี่ยมทุกสัปดาห์







